10. まとめ

ตอนนี้เรียนมาจบเทอมแล้ว
หมดเวลาสนุกแล้วสิ
ถึงเวลาสรุปบล็อก

จากที่เขียนไว้ในบล็อกแรก
การเขียนบล็อกนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความรู้ทางภาษาญี่ปุ่นของ Melonade
สิ่งที่ Melonade อยากพัฒนามีดังต่อไปนี้
・คลังคำศัพท์ภาษาญี่ปุ่น
・การเลือกใช้ภาษา

เอาจริงๆตอนเขียนไม่ได้นึกถึงจุดประสงค์มากเท่าไหร่ ตอนเขียนมีคติว่าอยากเขียนอะไรแบบไหนก็จะเขียน55555 เลยทำให้บล็อกทั้งหมดประกอบไปด้วย
💛 บล็อกที่เกี่ยวกับเรื่องที่เรียนในคาบApplied Japanese Linguistics 3 บล็อก
 (ได้แก่บล็อกหมายเลข 01 02 05
💛 บล็อกที่มาจากแรงบันดาลใจจากเนื้อหาในคาบข้างบน 2 บล็อก
 (ได้แก่บล็อกหมายเลข 06 08
💛 บล็อกที่อยู่ๆก็อยากเขียน 4 บล็อก
 (ได้แก่บล็อกหมายเลข 03 04 07 09
(⋈◍>◡<◍)。✧♡

แล้วเขียนได้ตามจุดประสงค์หรือเปล่า?

—————————————————ได้สิ!———————————————————
❤ ด้านคลังคำศัพท์ภาษาญี่ปุ่น
บล็อกนี้ไม่ได้เขียนคำศัพท์หรือนำเสนอคำศัพท์มากเท่าไหร่ แต่ขอแอบโกงว่าด้านนี้บรรลุตามเป้าได้เพราะบล็อกของเพื่อนๆ! ระหว่างการเขียนบล็อกของตัวเองก็ได้ไปสำรวจบล็อกคนอื่นมาเยอะแยะ แล้วก็พบว่าเพื่อนๆหลายคนนอกจากจะมีบล็อกที่อธิบายเนื้อหาเป็นเรื่องๆไปแล้วยังมีอีกหลายบล็อกที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องคำศัพท์ในแวดวงต่างๆที่เราไม่ได้อยู่ อ่านไปก็ได้ความรู้ไปด้วย

นอกจากการแอบโกงที่ว่าแล้ว ข้อนี้ยังบรรลุผลได้ด้วยการค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมระหว่างทางในการหาข้อมูลมาเขียนบล็อก และจากการเรียนคำศัพท์ในคาบเรียนจากเรื่องต่างๆ ที่ได้มามากๆสำหรับMelonadeเห็นจะเป็นวิธีการเขียน/พูดให้ดูชาญฉลาด และ空想作文(ที่ก็ได้มาจากการอ่านงานของคนอื่นอีกเช่นกัน)
ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ไม่รู้จริงๆว่าคลังคำศัพท์เพิ่มขึ้นมากี่คำ แต่大満足


❤ ด้านการเลือกใช้ภาษา
ตอนแรกไม่ได้อธิบายไว้ แต่หมายถึงการเลือกใช้ภาษาญี่ปุ่นได้อย่างถูกบริบท ไวยากรณ์ และเป็นธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งก็บรรลุตามเป้าหมาย จากการเรียน(รับฟีดแบ็ค)ในคาบเป็นส่วนใหญ่(โกงอีกแล้ว) และจากการเอาเรื่องที่เรียนในคาบมาเขียนบล็อก เพราะได้ทบทวนสิ่งที่เรียนไปในตัวพร้อมๆกับฝึกการเรียบเรียงเนื้อหาที่จะเขียน

สำหรับตนเองเห็นเด่นชัดมากจากการทำกิจกรรมเรื่องGapทางภาษาและการเขียนบล็อกหมายเลข06 เพราะคิดว่าการได้รู้ว่าเราทำอะไรไม่ได้ก่อนแล้วได้ลองทำไปเลย(pushed output) ทำให้เราสนใจการใช้ภาษาที่ถูกต้องของชาวญี่ปุ่นมากขึ้นกว่าการที่อยู่ๆก็ได้อ่านเนื้อภาษาของชาวญี่ปุ่นเลย พอได้ลองทำดูแล้วได้เรียนเรื่องนี้เลยทำให้เราตระหนักถึงสิ่งที่ตัวเองทำไม่ได้หรือทำผิดซ้ำๆได้อย่างชัดเจน

ได้อะไรบ้างจากการเขียนบล็อก

เนื่องจากวิชาApp Jp Lingเป็นวิชาแรกที่ทำให้เราได้เขียนบล็อก นอกจากการเรียนแล้วเลยยังทำให้ได้ลองทำอะไรๆที่อยากลองเยอะมากกก
ความรู้ที่ได้จากห้องเรียนก็น่าจะคล้ายกับคนอื่นๆ เช่นเรื่องSLA ทฤษฎีการเรียนรู้ภาษา และวิธีประยุกต์ใช้ต่างๆ ตรงนี้เลยอยากจะเน้นสิ่งที่คิดว่าสำหรับตัวเองได้ฝึก/พัฒนา/ความรู้(น่าจะ)ต่างจากคนอื่นมากกว่า(สิ่งที่อยากทำและได้ทำแล้ว 55555)

★ การจัดระเบียบความคิด
เพื่อจะเขียนบล็อกให้คนอื่นอ่านเข้าใจง่าย
เรื่องง่ายๆ(?)อย่างการจัดระเบียบความคิดเกี่ยวกับเรื่องที่จะเขียน
หรือการเรียบเรียงเนื้อหาสำหรับคนอื่นนี่ เมื่อก่อนสำหรับเรามันไม่ง่ายเลย
เพราะวิธีที่เราเรียบเรียงให้ตัวเองเข้าใจกับคนอื่นเข้าใจไม่เหมือนกัน

คิดว่าเหมือนเทคนิคการจดโน้ตของแต่ละคน ก็จะมีโน้ตที่เราจดไว้ดูเอง(คนอื่นอ่านไม่รู้เรื่อง) และโน้ตที่เราแจกเพื่อนได้ พอได้ลองเขียนบล็อก(บล็อกนี้บล็อกแรก)ก็ทำให้เราเหมือนได้ฝึกเขียนอะไรให้คนอื่นเข้าใจ ได้ฝึกคิดจะทำยังไงให้เราเล่าเนื้อหาที่เรามีให้คนอื่นอ่านแล้วรู้เรื่อง ไม่หงุดหงิด จะคิดถึงผู้อื่นยังไงดี

ในบล็อกนี้เลยได้ฝึกใช้หลายๆวิธีที่เขาบอกกัน(ใครก็ไม่รู้บอก) เช่น การยกตัวอย่าง เขาว่ากันว่าถ้าไม่รู้จะอธิบายเรื่องบางอย่างยังไงให้ลองฝึกยกตัวอย่างเป็นอย่างอื่นดู การเขียนเริ่มจากสิ่งที่อยากจะบอกที่สุดก่อนแล้วค่อยๆอธิบายให้กลับไปจบที่จุดเริ่มต้น เพื่อลดความหงุดหงิดจากความขาดการเชื่อมโยง การเขียนเข้าเรื่องไปเลยให้กระชับเพื่อไม่ให้ผู้อ่านหลุด และอื่นๆ

ทั้งหมดเพื่อลองให้หัวได้ใช้วิธีคิดใหม่ๆในการจัดการข้อมูล คิดว่ามันน่าจะเป็นระเบียบมากขึ้น พอถ่ายทอดได้ดีขึ้นคนอ่านน่าจะงงน้อยลง55555
เพราะการจัดระเบียบนี่มันยากจริงๆเลย!

สำหรับเราคิดว่าได้พัฒนาขึ้นในระดับหนึ่ง แม้ยังห่างไกลจากความเซียนแต่ก็大満足

★ การนำเสนอ
เรื่องlayoutหรือการตกแต่งอะไรทั้งหลายนั่นเอาไว้ก่อน (กำลังเรียนรู้)
เพราะMelonadeอยากลองใช้ การเขียน เป็นพระเอกในการนำเสนอ (กำลังทดลอง)
ที่จริงข้อนี้ก็คล้ายๆกับข้อข้างบน

เป็นฤกษ์ที่ดีที่ได้เขียนบล็อกนี้ ช่วงเขียนบล็อกแรกๆมีแรงอยากลองเขียนแบบgender-neutralมาก (ภาษาข่าว?ภาษาบทความ) แบบที่ไม่ต้องมีครับหรือค่ะ แบบที่สรรพนามแทนผู้เขียนไม่ได้บ่งบอกเพศของผู้เขียน เพราะตอนนั้นรู้สึกว่ามันเท่และมีเสน่ห์5555555 ก็เลยลองเขียนไปเลย! ไม่ได้ศึกษาอะไรทั้งนั้น55555 แล้วก็ค้นพบว่ามันยากมากกกกก เพราะมันเขียนแล้วเหนื่อยยังไงไม่รู้ มันต้องไม่ใส่อารมณ์ความรู้สึกมาก และหลายๆอย่างซึ่งก็ยังไม่ได้ศึกษาว่าเขาทำยังไงกัน(แม้จะเคยเรียนการเขียนสารคดีมาในวิชาเรียนตอนปี3ก็ลืมไปหมดแล้ว) สรรพนามแทนตัวMelonadeเลยไม่ค่อยเหมือนกันเลยในแต่ละบล็อก55555 บางบล็อกก็ยอมแพ้ แล้วไปเลียนแบบวิธีเขียนของคนอื่นไปเลย(บล็อกนั้นคือบล็อก09 ถ้าเคยอ่านสิ่งที่Melonadeอ่านก็จะรู้ว่าไปเลียนแบบที่ไหนมา)

ได้เข้าใจแล้วว่ามันไม่มีวิธีเขียนไหนที่เหมาะกับงานเขียนทุกประเภท
ก็เหมือนการเลือกแป้งทำขนม ตอนทานขนมเค้กของคนอื่นแล้วรู้สึกว่าอร่อย อร่อยกว่าขนมชั้น ขนมทองหยิบทองหยอดที่เคยทานมาทั้งหมด คนที่ทำขนมเค้กบอกว่าอร่อยก็เพราะใช้แป้งเค้กทำน่ะสิ! ก็เลยคิดไปว่าขนมที่ทำจากแป้งเค้กจะต้องอร่อยทั้งหมดแน่ๆ เลยลองใช้แป้งเค้กทำขนมทุกอย่างเลย บัวลอยเอย ขนมชั้นเอย แต่มันไม่อร่อย แค่เทียบกับแบบที่เคยทานแล้วคิดว่าไม่อร่อยยังไม่ติดเลย เลยได้รู้ว่าเอาแป้งมันแป้งข้าวจ้าวทำขนมเดิมๆนั่นแหละดีแล้ว แป้งเค้กก็ทำพวกเค้กๆไป ถูกๆผิดๆไปเรื่อยๆ ดูสูตรคนอื่นมาเรื่อยๆ สุดท้ายก็มาถึงวันที่เดินตลาดอยู่ดีๆก็เจอขนมชั้นที่อร่อย

เห้ย! ขนมชั้นมันก็อร่อยในแบบของมันได้นิ! แป้งมันแป้งข้าวจ้าวแป้งข้าวโพดพวกนี้ก็ทำของอร่อยได้นิ! เราแค่ไม่เคยเจอที่คนทำแล้วอร่อยๆเฉยๆ แต่มันมีนิ ที่อร่อยๆ ถ้าเราฝึกทำไปเรื่อยๆ จะแป้งอะไรก็อร่อยได้! แต่ไม่มีแป้งไหนทำขนมได้อร่อยไปทุกอย่างหรอก
Gender-neutralที่ว่าเท่ จริงๆแบบอื่นก็มีที่สุดยอดเท่อยู่นะ!
(ขอพื้นที่ความแถแต่เพียงเท่านี้ละกัน 5555)

นอกจากการเขียนแล้ว
อย่างบล็อกหมายเลข10นี้กำลังลองใช้spacingให้อ่านง่ายแบบในหนังสือ(เป็นสับเซตของเทคนิคที่นักเรียนเรียกกันว่าการเขียนเพิ่มvolume 5555) เพราะวันก่อนไปเจอหนังสือเล่มหนึ่งที่ใช้spacingเยอะๆมา แล้วรู้สึกว่าเขาถ่ายทอดเนื้อหาที่ต้องการจะสื่อได้ดีเลย โดยไม่ต้องเน้นตัวหนาหรือเน้นข้อความด้วยสีเลย เท่จัง

ก็กำลังค่อยๆพัฒนานะ

★ การค้นคว้าเพิ่มเติม
ตามนี้เลย ข้อมูลนั้นจัดการยาก
ได้ฝึกอ่านจากหลายๆที่ในระดับที่เราจัดการได้ แล้วเอามานวดๆรวมกัน อบออกมาเป็นบทความของตัวเอง เค็มไปบ้างหวานไปบ้าง ฝึกไปเรื่อยๆเดี๋ยวคงอร่อย ที่ผ่านมาเอาจริงๆถ้าต้องเขียนแล้สค้นคว้าอะไรจะเคยเขียนแต่รายงาน ต้องเป็นแพทเทิร์นรายงาน การนำเสนอแบบรายงาน คราวนี้ได้ลองค้นคว้าแล้วเอามาเขียนแบบอื่นดูเลยได้ขยับขยายวิธีคิดของตัวเองต่อหลายๆเรื่อง

★ การทบทวนสิ่งที่เรียนมาในห้อง-ย้อนดูตนเอง
ข้อนี้ก็เหมือนกับทุกๆคน
ครึ่งหนึ่งของทั้งหมดที่เขียนเป็นเรื่องที่เกี่ยวโดยตรงไม่ก็ทางอ้อมกับวิชา App Jp Ling
การจะเอามาปรับเขียนเป็นบล็อกก็เป็นวิธีที่ดีมากๆ ต้องมีระเบียบในการทบทวน
แทบทุกสัปดาห์ที่มีงาน ได้ย้อนดูงานตัวเองเรื่อยๆ รู้จุดที่ตัวเองไม่แข็งแรง บางครั้งได้ดูงานเพื่อนก็ได้เรียนรู้จากข้อผิดพลาดของคนอื่นด้วย ทำให้มีความระมัดระวังมากขึ้น

สรุป

จากตอนนั้น(เริ่มเรียน เริ่มเขียน)เป็นต้นมาได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก แต่ต่างจากการเรียนรู้แบบที่เคยทำมาคือแบบนี้เหมือนเป็นการเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่นมากกว่า
พอเรียนในห้องมีทฤษฎี ก็ได้เรียนรู้ด้วยตนเอง มีกิจกรรมให้ทำ ก็ได้ดูว่าเพื่อนๆทำอะไรกันยังไง งานของคนอื่นเป็นยังไง มีบล็อกให้เขียน ก็ได้เขียนที่อยากเขียน ก็ได้อ่านของเพื่อนๆ การเรียนรู้ของตัวเองกับของเพื่อนๆ พอทุกคนเอามาเขียนบล็อกแล้ว
มันก็กลายเป็นความรู้ของทุกคน
เรื่องในห้องที่เราไม่ได้ค้นเพิ่ม ก็จะมีใครสักคนค้นมาแล้วเขียนบล็อกให้อ่าน
เรื่องบางเรื่องที่เราไม่เคยสนใจ ก็มีใครสักคนพูดถึงในบล็อก ทำให้เราสนใจขึ้นมา
เรื่องที่ไม่เคยรู้ ก็มีคนเอาไปย่อยให้อ่าน ได้รู้อีกเยอะแยะ
พอเป็นแบบนี้ ก็ได้เลยรับความรู้เร็วขึ้นอีกเป็นหลายเท่า
ตอนนี้เลยรู้สึกว่ากิจกรรมรูปแบบนี้(การเขียนบล็อก)น่าสนใจจริงๆ

ถึงตรงนี้แล้วรู้สึกว่าเน้นเรื่องบล็อกคนอื่นเยอะจัง55555
แต่印象คืออย่างนั้นจริงๆ เป็นการเรียนรู้ที่หลากหลายมากเลย เพิ่งเคยทำ
การเขียนบล็อก ในห้องอาจารย์จะเน้นเรื่องการคิดถึงผู้อื่นกับการขัดเกลาตนเอง
เราในฐานะobserver รู้สึกว่ามันบรรลุผลมากๆ รู้สึกได้ประโยชน์ ได้แรงบันดาลใจ
ในฐานะplayer ก็สนุกและได้ความรู้ ได้ความท้าทาย ได้ลองๆๆ
ได้จุดประกายให้อยากเอาสิ่งที่ไม่เคยได้ลองทำมาลองทำ อยากหาความรู้ใหม่ๆ
มากกว่าตัวเองคนเก่า

大満足!

ขอบคุณประสบการณ์นี้จริงๆ!
ขอบคุณผู้อ่านและทุกๆคน!


―――
รักทุกคน😀
ไม่พูดเยอะ เขิน

09. 宛名がMelonadeさま

マナーは『絶対的な決まりごと』ではなく、
全員にとっての正解というものはありません。

https://otonanswer.jp/post/21558/

วันก่อนครับ
ผมได้รับอีเมลจากอาจารย์ท่านหนึ่งครับ
เขาเขียนมาว่า
C組の皆さんへ
(ชื่อกลุ่มสมมุติ)

ご無沙汰しています。

新型コロナウィルスの世界的流行によって日常生活が脅かされていますが、

みなさんはお元気でお過ごしでしょうか。

さて、・・・

เนื้อหาคือเขาฝากแบบสอบถามมาให้ทำครับ
Melonadeก็ทำแล้วส่งกลับไปครับ
แล้วอาจารย์ก็ตอบกลับมาว่า
Melonadeさま、

早速ご回答いただき、ありがとうございました。
こちらからの御返事が遅くなり、申し訳ありません。


・・・(เนื้อหาอื่นๆ)・・・

เขาไม่เขียนชื่อMelonadeด้วยさん แต่เป็นさま
รู้สึกแปลกๆที่อาจารย์เรียกแบบนี้
ปกติไม่ค่อยสังเกตคำลงท้ายชื่อตัวเองเวลามีคนเขียนเมลมาหาเท่าไหร่
แต่พอเห็นอาจารย์เรียกแบบนี้ก็เริ่มสงสัยครับ

เลยไปหาเมลเก่าๆที่ได้จากอาจารย์หลายๆคนดู ว่าเขาเรียกMelonadeในอีเมลว่าอะไร
ส่วนใหญ่ก็เรียกว่า Melonadeさん แต่มีอาจารย์2ท่านเรียกว่าMelonadeさまครับ
แล้วเป็นさまแบบฮิระกะนะด้วยนะครับ
แต่เวลาเจอหน้ากันก็เรียกMelonadeさんนะครับ
นอกจากอาจารย์2ท่านแล้ว ก็ยังมีคนอื่นๆอีกที่เรียกMelonadeว่า Melonadeさま
ทั้งๆที่เวลาเจอกันก็เรียกด้วยさん
ทำไมพอเขียนอีเมลแล้วถึงกลายเป็นคนที่ดูห่างเหินขนาดนั้นละครับ (笑)

เลยลองไปหาวิธีการใช้さん さま 様ดูครับ

ก็ลองค้นดูครับ ว่าทำไมอาจารย์ต้องเรียกนักเรียนว่าさま
หาคำตอบชัดๆไม่เจอครับ (笑) แต่เจอนี่แทน

จาก https://togetter.com/li/1250554

ก็คือประมาณว่ามีแอคเค้าท์อาจารย์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่งโพสต์ประมาณว่า
การเขียนเมลหาอาจารย์โดยการเขียนชื่ออาจารย์ด้วย 苗字+様(นามสกุล+ท่าน)
นั้นไม่สุภาพเลย แต่ก็มีคนไปตอบว่าก็ไม่เห็นจะเสียมารยาทขนาดนั้นนะ

และอื่นๆอีกมากมาย

อ่านไปอ่านมาก็ได้รู้ว่าความสุภาพของแต่ละคนต่างกัน
แม้จะเป็นคนญี่ปุ่นด้วยกันเองก็ยังมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน
การเขียนอีเมลหาอาจารย์นั้นคิดว่าไม่ยากเท่าไหร่ เพราะเราเรียกอาจารย์ว่า先生ได้
เวลาจะเขียนอีเมลหาก็เขียนว่า 〇〇先生 ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
แต่ถ้าเขียนหาคนอื่นๆที่ไม่ใช่อาจารย์จะมีวิธีเขียนอย่างไรบ้าง
เลยลองไปค้นมาดูครับ

メールの宛名 (あてな) の書き方・注意点

⓪ 所属・部署肩書き

ก่อนจะเข้าเรื่องของเรา มาดูสิ่งที่ต้องเขียนก่อนเขียนชื่อกันครับ
เราจะต้องเขียนสังกัด(所属・部署)ของผู้รับอีเมลก่อนเขียนชื่อครับ
และถ้าผู้ที่เราเขียนอีเมลหามีตำแหน่ง(肩書き) ก็ให้ใส่ตำแหน่งด้วย เช่น
〇〇大学△△学部 (สังกัด)
xxx先生
(ชื่อและตำแหน่ง/คำเรียก*)
หรือ
株式会社〇〇 (สังกัด)
営業部部長
(ตำแหน่ง)
△△△△様
(ชื่อและคำเรียก)
หรือจะเขียนตำแหน่งท้ายชื่อไปเลยก็ได้ เช่น
〇〇株式会社人事部 (สังกัด)
田中太郎部長
(ชื่อและตำแหน่ง)

*คำเรียก = 敬称(けいしょう)

!!ข้อควรระวัง!! ในการเขียนชื่อบริษัทของผู้รับ

ระวังอย่าเขียน株式会社 (かぶしきがいしゃ บริษัทมหาชนจำกัด)ผิดที่
เพราะชื่อบริษัทญี่ปุ่นมีทั้งแบบ 前株(まえかぶ)และ 後株(あとかぶ)
หรือก็คือแบบที่คำว่า株式会社มาข้างหน้าชื่อบริษัท และแบบที่ตามหลังชื่อบริษัท
เช่น บริษัทโตโยต้ามอเตอร์ของญี่ปุ่น จะชื่อトヨタ自動車株式会社
ซึ่งเป็น後株 เวลาเราจะเขียนเราจะเอา株式会社ขึ้นก่อนเป็น
株式会社トヨタ自動車 ไม่ได้

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย : 前株กับ後株ต่างกันอย่างไร?

ในการจดทะเบียนเป็นบริษัท(มหาชนจำกัด)ของญี่ปุ่น ผู้จดทะเบียนตั้งบริษัทสามารถเลือกได้ว่าจะจดทะเบียนให้เป็น前株หรือ後株 ขึ้นอยู่กับความพอใจเลยล่ะครับ!
แต่ก็ว่ากันว่าสองแบบให้อิมเมจของบริษัทต่างกัน กล่าวคือ
前株 - เนื่องจากเอาคำว่า ‘บริษัทมหาชนจำกัด’ ขึ้นก่อน
    จึงเน้นภาพลักษณ์การดำเนินงานเป็นองค์กร/บริษัทมากกว่า 
    (「株式会社」として運営をしていることが強調)
   -บริษัทใหม่ๆมักใช้รูปแบบนี้ จึงให้ความรู้สึกว่าเป็นบริษัทที่ทันสมัย (近代的)
   -เช่น 株式会社セブンイレブンジャパン、株式会社タカラトミー
後株 -ให้ภาพลักษณ์ที่ดูเป็นบริษัทที่ประวัติศาสตร์ มีมานาน
    (伝統がある老舗ブランドのイメージ)
    เพราะบริษัทที่ตั้งมานานแล้วส่วนใหญ่จะตั้งเป็น 後株
   ーเน้นชื่อบริษัท
   -เช่น カルビー株式会社、楽天株式会社

สามารถย่อ株式会社ได้ไหม?

ในภาษาญี่ปุ่นมีวิธีย่อการเขียนคำว่าบริษัทมหาชนจำกัด อย่างเช่น
トヨタ自動車株式会社 สามารถย่อเป็น トヨタ自動車(株) ได้
前株ก็สามารถย่อได้ เช่น 株式会社セブン&アイ・ホールディングス
ย่อเป็น (株)セブン&アイ・ホールディングス
จากการค้นคว้าพบว่าบางเว็บไซต์บอกว่าควรย่อเมื่อผู้รับเป็นผู้ที่เราติดต่ออยู่สม่ำเสมอ
หรือมีความคุ้นเคยกันแล้วเท่านั้น แต่ก็มีบางเว็บไซต์บอกว่าเราไม่ควรย่อไม่ว่ากรณีใดๆก็ตามเหมือนกัน เพราะการพิมพ์แบบเต็มเป็นการแสดงความใส่ใจต่อผู้ที่เราติดต่อด้วย การพิมพ์แบบย่อจึงทำให้ผู้ส่งดูมีความทำแบบขอไปที ไม่ใส่ใจมาก
เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ปลอดภัย
ก็พิมพ์แบบเต็มไปน่าจะดีกว่าครับ

กรณีไหนไม่ต้องเขียนสังกัดได้บ้าง?

・กรณีเขียนหาคนที่อยู่ในองค์กรเดียวกัน
และคนที่เขียนหารู้จักเรา(ชื่อเรา) รู้ว่าเราเป็นใครทำอะไรอยู่แล้ว
เช่น เราเป็นนักศึกษา จะเขียนหาอาจารย์ที่ปรึกษาเรา ก็เขียนได้ว่า
〇〇先生 ไม่ต้องใส่ชื่อมหาวิทยาลัยหรือภาควิชา
หรือถ้าเราเป็นพนักงาน จะเขียนหาหัวหน้าแผนกของตัวเอง
แทนที่จะเขียนว่า
営業部部長
〇〇〇〇様
ก็เขียนเป็น
〇〇部長 ไปได้เลย เพื่อลดความยืดยาว
(เหลือแค่นามสกุล)

!!แต่ว่า!! จากประสบการณ์ส่วนตัวของMelonde
เคยเจออาจารย์บางท่านจะไม่อ่านอีเมลถ้าเปิดมาแล้ว
ไม่มีเขียนสังกัดครับ T-T
เพราะให้เหตุผลว่าอีเมลเหล่านี้อาจเป็นอีเมลรบกวน(spam)
จากบุคคลภายนอกที่ไม่รู้สังกัดของผู้รับ และ(ในสมัยก่อน)อาจมีไวรัส
หรือ(ในสมัยนี้)อาจแนบไฟล์ที่มีไวรัส อาจารย์เขาจะลบเมลเลยครับ
เพราะฉะนั้น การจะเขียนหรือไม่เขียนสังกัด
บางทีก็ขึ้นอยู่กับผู้รับด้วยครับ

・กรณีคนที่ผู้รับไม่มีสังกัด
ตรงตัวเลยครับ

กรณีไหนไม่เขียนตำแหน่งได้บ้าง?

・กรณีที่ผู้รับไม่มีตำแหน่ง
( หรือกรณีเราไม่รู้ตำแหน่งผู้รับ O[]O! )
เขียนตามข้อ①ด้านล่างเลยครับ
กรณีอื่นๆควรเขียนตำแหน่ง เพราะว่าเป็นการให้เกียรติผู้ที่เราติดต่อด้วยครับ
แต่ก็อย่างที่ทุกท่านทราบกันดีอยู่แล้ว มียกเว้นคือ
・กรณีเขียนติดต่อกันอย่างไม่เป็นทางการ
หรือการเขียนหาเพื่อนนะครับ
ถ้าเราจะติดต่อหัวหน้าหรือผู้ที่อาวุโสกว่าเรา แม้ว่าจะเป็นอย่างไม่เป็นทางการ
เราก็ควรจะเขียนตำแหน่ง(หัวหน้า ฯลฯ)อยู่ดี พราะเป็นการแสดงความเคารพครับ
คิดแบบภาษาไทยก็ได้ครับ สมมุติปกติในที่ทำงานเราเรียกหัวหน้าว่า หัวหน้า(+ชื่อ)
เวลาเราติดต่อกันแม้ไม่เป็นทางการแล้ว เราก็ยังจะเรียกเขาว่าหัวหน้าอยู่ดีใช่ไหมล่ะครับ
ไม่นับรวมกรณีที่เราสนิทกับหัวหน้าจนเรียกว่าพี่นะครับ (笑)

① オールマイティーの フルネーム+様

การเขียนชื่อผู้รับ
วิธีที่ปลอดภัยที่สุดในการเขียนชื่อคนอื่นในเมล : ชื่อ-นามสกุล + 様
ในกรณีของภาษาญี่ปุ่นคือ นามสกุล-ชื่อ + 様 
ในกรณีที่เราเขียนอีเมลหาคนที่ไม่ได้ติดต่อด้วยบ่อย หรือเราไม่รู้ตำแหน่งของเขา
การเขียนด้วยวิธีนี้เป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด เช่น 
田中太郎様 เพราะ 「様」เป็นการเรียกผู้ที่เราติดต่อด้วยอย่างสุภาพครับ
เหมือน ท่าน(คุณ ในแบบที่สุภาพขั้นกว่า) ในภาษาไทย
จึงสามารถใช้เขียนได้ทั้งกับชื่อลูกค้า ชื่อผู้ที่อาวุโสกว่า ชื่อเจ้าหน้าที่องค์กรภายนอก
หรือแม้แต่คนในบริษัทที่อาวุโสน้อยกว่าเราและไม่ได้ติดต่อกันบ่อยก็ได้ เป็นต้นครับ 
แต่ถ้าติดต่อกันบ่อยแล้ว อาจเขียนเหลือเพียง นามสกุล+様 ก็ได้ครับ

!!ข้อควรระวัง!! ในการเขียนชื่อผู้รับ

Melonadeเคยเรียนการเขียนอีเมลครับ
เขาบอกว่าจะมีวิธีการเขียนแบบ สังกัดและชื่อ  ในบรรทัดเดียวกันครับ เช่น
〇〇病院△△科 XX様
เขาบอกอีกว่ากรณีเขียนแบบนี้ จะใช้ได้ต่อเมื่อชื่อสังกัดไม่ยาวเกินไปครับ
นอกจากเหตุผลเรื่องการเขียนไว้บรรทัดเดียวกันจะทำให้อ่านยากแล้ว
ก็มีเหตุผลที่ว่า
เพราะมีคนญี่ปุ่นบางส่วนมองว่าการเขียนชื่อไว้ท้ายบรรทัด
เป็นการไม่ให้เกียรติกันครับ!! O [ ] O!!!!!!
เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ดี ในการเขียนชื่อผู้รับ
ถ้าเขียนสังกัดเสร็จแล้ว ก็ขึ้นบรรทัดใหม่เลยครับ
〇〇病院△△科 
XX様
(เสริมอีกนิด) ในการเขียนเนื้อความก็เหมือนกันครับ
เหมือนว่าการเขียนชื่อของอีกฝ่ายในเนื้อความ
ถ้าเป็นไปได้ก็ควรเลี่ยงที่จะเขียนไว้ท้ายบรรทัดครับ

② 「さま」の場合

ความต่างของ様และさま
คือ さま ให้ความรู้สึกเป็นกันเองมากกว่า และเป็นทางการน้อยลง
เพราะฉะนั้นさまก็สามารถใช้ได้ครับ
แต่ว่า!! เราจะไม่ใช้さまกับผู้ที่อาวุโสกว่านะครับ
เราสามารถใช้ได้กับผู้ที่อาวุโสน้อยกว่าเราได้เท่านั้น
อาวุโสเท่ากันบางแหล่งก็ยังบอกว่าไม่ควรครับ

งั้นนี่ก็อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมอาจารย์ท่านนั้นถึงเขียนมาในเมลว่า
Melonadeさまสินะครับ O-O?

③ 例外:師士業

ข้อยกเว้น : กรณีที่ใช้様・さまไม่ได้
คือกรณีที่ผู้รับทำอาชีพในกลุ่ม師士業ครับ หรือก็คืออาชีพที่ลงท้ายด้วย 師 หรือ 士 เช่น
医師(แพทย์) 教師(อาจารย์) 弁護士(ทนายความ) 獣医師(สัตวแพทย์) เป็นต้นครับ
แหล่งอ้างอิงบอกว่าปกติต้องใช้คำว่า 先生 ครับ

งั้นนี่ก็อาจเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมอาจารย์ตัวอย่างข้างบนถึงไม่พอใจที่นักเรียนเขียนมาหาด้วย
นามสกุล + 様 สินะครับ O-O ?

④ 「さん」

คือคำครอบจักรวาล ใช้ได้แทบกับทุกคนที่ไม่อาวุโสกว่า เช่น เพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง
ภาษาไทยก็คือคำว่า คุณ นั่นเอง ดูมีความใกล้ชิดกันมากกว่า様ครับ

⑤ 〇〇の皆さんへ

ถ้าจะเขียนถึงคนทุกคนที่อยู่กลุ่มเดียวกัน และทำงานใกล้ชิดกับเราหรืออยู่ในบริษัทเดียวกันเช่น คนทุกคนในแผนกๆหนึ่ง หรือ ผู้ดูแลงานๆหนึ่งทั้งหมด เราสามารถใช้คำว่า 各位 (かくい:ทุกท่าน) ตามหลังชื่อแผนก ส่วนงาน หรือหน่วยหน้าที่ที่รับผิดชอบได้ เช่น
人事課各位   (เรียน/ถึง ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ทุกท่าน)
ご担当者各位 (เรียน/ถึง ผู้รับผิดชอบทุกท่าน)

ในกรณีเขียนหาคนนอกบริษัทหรือองค์กรอื่น จะใช้คำว่า 御中(おんちゅう)เช่น
株式会社◯◯ 御中    (เรียน/ถึง บริษัท◯◯)
株式会社◯◯ 人事部御中 (เรียน/ถึง แผนกทรัพยากรมนุษย์ บริษัท◯◯ )

แต่คำว่า各位・御中มีความเป็นทางการสูงกว่าการใช้ 〇〇の皆さん・皆様
เพราะมักใช้ในทางธุรกิจหรือบริบทการทำงาน เพราะฉะนั้นหากจะเขียนถึง
สมาชิก(ลูกค้า)ทุกคน หรือนักเรียนทุกคน สามารถใช้〇〇の皆さん・皆様 แทนได้
ตามความเหมาะสม เช่น
会員の皆様へ   (เรียน/ถึง สมาชิกทุกท่าน)
4年A組の皆さんへ (ถึง นักเรียนปี4ห้องAทุกคน )

⑥ Aさん、Bさん、Cさんへ

การเขียนถึงคนหลายคนแบบระบุชื่อ
สามารถเขียนเรียงกันไปโดยคั่นด้วย読点(comma)ได้เลย เช่น
株式会社◯◯ 営業部
A様、B様、C様   (สามารถใช้さんก็ได้ในบริบทอื่น)
หรือจะเว้นบรรทัดแล้วเขียนเป็นบรรทัดละชื่อก็ได้
แต่ว่า!! ลำดับก่อนหลังของชื่อต้องขึ้นอยู่กับความอาวุโสด้วยนะครับ
โดยเขียนชื่อผู้ที่อาวุโสที่สุดก่อน แล้วจึงเขียนชื่อผู้ที่อาวุโสรองลงมาตามมาครับ
ถ้าจากตัวอย่างข้างบน ผู้ที่อาวุโสสุดจะเป็นA様 และอาวุโสน้อยสุดจะเป็นC様ครับ

⑦ Cc、Bcc

วิธีใช้ Cc、Bcc
คืออะไร?
เวลาเราส่งอีเมล ตรงที่อยู่ผู้รับ นอกจากจะมีช่องToที่เราใช้ใส่อีเมลผู้รับปกติแล้ว
ยังมีช่องCcกับBccด้วยครับ


ถ้าเราเขียนที่อยู่อีเมลไว้ในสองช่องนี้ อีเมลของเราก็จะไปถึงที่อยู่ที่เราเขียนเหมือนกัน
แต่จะส่งไปเป็นสำเนา โดยมีความต่างกันดังนี้ครับ

Cc ย่อมาจากCarbon copy(สำเนาถึง) ผู้รับในช่องนี้
จะเป็นคนที่เราต้องการให้รู้เรื่องเฉยๆ ไม่ได้ต้องการให้ตอบกลับ
โดยผู้รับในช่องนี้จะสามารถเห็นได้ว่าอีเมลนี้ส่งถึงใคร(To)และCcถึงใครบ้าง
แต่จะไม่เห็นว่าBccถึงใคร

Bcc ย่อมาจากBlind carbon copy(สำเนาลับถึง) ผู้รับในช่องนี้จะเห็นว่าอีเมลนี้ส่งถึงใคร(To)และCcถึงใครบ้าง แต่จะไม่เห็นว่านอกจากตัวเองแล้ว อีเมลนี้Bccถึงใครบ้าง
ใช้Bccเมื่อต้องการส่งอีเมลให้ลูกค้าหลายๆคน หรือสมมุติว่าเวลาเราจัดกิจกรรมแล้วจะส่งอีเมลให้ผู้ร่วมกิจกรรมหลายๆคน เพื่อแจ้งประกาศต่างๆ การใช้Bccเป็นการรักษาความลับของผู้รับอีเมล (ไม่ให้ผู้อื่นรู้ว่าใครเป็นลูกค้าของเราบ้าง หรือใครบ้างที่เข้าร่วมกิจกรรมของเรา)
เช่น เราส่งอีเมล
To: Tanaka
Cc: Sato
Bcc: George, Sara
・TanakaและSatoจะเห็นที่อยู่ของกันและกัน
 แต่จะไม่รู้ว่าอีเมลนี้ส่งไปหาGeorgeกับSaraด้วย
・ในขณะเดียวกัน Georgeจะเห็นว่าอีเมลนี้To: Tanaka Cc: Sato และ
 Bcc: ตัวเอง จะไม่เห็นว่าSaraก็ได้รับอีเมลนี้ด้วย
・Sara ก็เช่นกัน จะเห็นว่าอีเมลนี้To: Tanaka Cc: Sato และ
 Bcc: ตัวเอง แต่จะไม่เห็นว่าGeorgeก็ได้รับอีเมล

!!ถึงจะชื่อว่าสำเนาและสำเนาลับ
การใช้Cc, Bcc ไม่ได้จำเป็นว่าจะต้องมีผู้รับช่องToเสมอไป
ในสามช่องนี้ เราจะใส่ที่อยู่อีเมลผู้รับแค่ช่องใดช่องหนึ่งก็ได้ เพียงพอ
จะCcอย่างเดียวก็ได้ จะBccอย่างเดียวก็ไม่มีปัญหา

ทั้งนี้ในการเขียนชื่อผู้รับ กรณีมีCc
เราจะเขียนว่าเราCcใครไปด้วยในอีเมลก็ได้ ผู้รับในช่องToจะได้รู้ว่าอีเมลนี้ก็ถูกส่งไปหาผู้เกี่ยวข้องคนอื่นแล้วเช่นกัน ป้องกันการส่งอีเมลซ้ำซ้อน และยังทำให้ดูสุภาพขึ้นอีกด้วย เช่น
〇〇株式会社
田中様
(CC:山田様、佐藤様)

สรุป

นอกจากแพทเทิร์นการเขียนชื่อผู้รับตามแบบข้างบนแล้ว ก็ยังมีแบบอื่นอีกหลายแบบที่ไม่ได้กล่าวถึงในบล็อกนี้ เช่นการใช้ 「殿」 วิธีการเขียนชื่อนามสกุลเมื่อผู้รับหลายคนมีนามสกุลเดียวกันเวลาส่งอีเมลฉบับเดียว ฯลฯ
แม้ว่าจะมีแพทเพิร์นการเขียนหลายแบบ แต่จากการค้นมาจากหลายๆเว็บไซต์ จากที่เคยเรียนมา และจากการใช้จริง ก็พบว่าไม่ได้มีแบบไหนถูกต้องที่สุด เพราะแต่ละคนก็มีระดับความถูกต้องหรือความสุภาพต่างกัน ตามที่quoteไว้ตอนต้นของบล็อกนี้ครับ
สิ่งที่เราว่าถูก ถ้าถามอีกคนอาจจะโดนบอกว่ายังไม่ถูกก็ได้
การเขียน宛名หรืออย่างอื่นก็ตาม นอกจากการค้นหาแพทเทิร์นที่อินเทอร์เน็ตบอกว่า
“ถูกต้อง” แล้ว ก็ควรจะดูบริบทอื่นๆด้วย
อย่างไรก็ตาม Melonadeคิดว่าการมีแพทเทิร์นที่ถูกต้องหลายๆแบบเป็นความรู้ จะช่วยให้เรามีตัวเลือกให้เลือกใช้ได้หลากหลายขึ้น และเข้าใจวิธีเขียนของผู้อื่นมากขึ้น

นี่ก็เป็นแค่宛名นะเนี่ย!!
มีเรื่องให้รู้เยอะไปหมด ยังไม่ได้เริ่มเนื้อความเลย
แต่วันนี้ขอจบไว้เท่านี้ก่อนนะครับ! 😀

อ้างอิง
https://togetter.com/li/1250554
https://otonanswer.jp/post/21558/
https://ofasim.co.jp/life/tips/previous-stock-share/
https://next.rikunabi.com/journal/20170401_s10/
https://business-mail.jp/mail-writing
https://gyoumukaizen.com/kabushiki_ryakusyou/
https://jinzaii.or.jp/36762#toc_id_3
http://article.technologyland.co.th/2013/03/toccbcc.html

―――
ขอบคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่แวะเข้ามา😀
หากมีข้อแนะนำหรือความคิดเห็นใดๆ
โปรดบอก Melonade

08. ความกลัวกับเรื่องแต่ง

The oldest and strongest emotion of mankind is fear, and the oldest and strongest kind of fear is fear of the unknown.

H.P. Lovecraft

มีคนบอกว่าความสามารถในการแต่งนิยายได้สนุกมาจากการฝึกฝน
แต่ก็มีคนบอกว่าความสามารถในการแต่งนิยายให้สนุกมาจากพรสวรรค์เหมือนกัน

เรื่องแต่งแต่งยังไงให้น่ากลัว?
เราต้องรู้ก่อนว่าอะไรทำให้คนกลัวได้บ้าง

ความกลัวของคนเรามีสองแบบ 

ได้แก่ Innate Fear และ Learned Fear
Innate Fear คือความกลัวที่มีติดตัวเรา เป็นความกลัวที่มีตามสัญชาตญาณ เช่น คนเรามักกลัวสัตว์ดุร้ายกลัวความสูง กลัวที่มืด เป็นกลไกมนุษย์เรามีไว้เพื่อทำให้ตัวเองตื่นตัวต่อภัยอันตรายรอบๆตัว ในวิวัฒนาการของมนุษย์หรือแม้แต่สัตว์อื่นๆก็ตาม ยิ่งเรามีความกลัวและการเตรียมพร้อมรับมือความกลัวดีมากเท่าไร เราก็จะยิ่งมีโอกาสอยู่รอดมากยิ่งขึ้น

Thalassophobia: Do You Have A Fear Of The Deep Ocean?

Learned Fear คือความกลัวที่เกิดจากการเรียนรู้ และ(หรือ)ความกลัวที่เป็นPhobia(โรคกลัว)ทั้งหลาย เช่นกลัวแมงมุม กลัวเข็ม กลัวที่สูง กลัวที่แคบ ฯลฯ ความกลัวเหล่านี้เกิดจากการที่เราเชื่อมโยงประสบการณ์แย่ๆกับสิ่งๆหนึ่ง ต่อมาในชีวิตเราเราเลยกลายเป็นคนกลัวสิ่งนั้นไปเลย เช่น เรากลัวเข็ม เพราะเมื่อตอนเป็นเด็กโดนหมอหลอกว่าฉีดยาแป๊บเดียวไม่เจ็บ กลัวการขี่มอเตอร์ไซค์ เพราะเมื่อก่อนเคยขี่แล้วล้มเป็นแผลใหญ่มาก หรือแม้แต่การที่เคยอยู่ในภาวะภัยต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว อุบัติเหตุ เหตุอาชญากรรม เหล่านี้ก็ทำให้เราเกิดความกลัว และทำให้เราพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องหรือเป็นส่วนหนึ่งกับเหตุการณ์นั้นได้ เราไม่จำเป็นจะต้องกลัวสิ่งๆเดียวจากเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์เสมอไป เช่นในการทดลอง The Little Albert Experiment (การทดลองหนูน้อยอัลเบิร์ต) หรืออีกชื่อคือ Watson’s Experiment(1920) ของนักจิตวิทยาชาวอเมริกัน John Broadus Watson ที่เลื่องชื่อ ทำการทดลองเกี่ยวกับความเช่ือมโยงความกลัวของมนุษย์ โดยทดลองเอาเด็กมาคนหนึ่ง(หนูน้อยอัลเบิร์ต) อายุเพียงเก้าเดือนมาทดสอบความกลัวกับหนูสีขาวและเสียงดัง ก่อนเริ่มการทดลองได้ทดสอบแล้วว่าหนูน้อยอัลเบิร์ตไม่กลัวหนูสีขาว อัลเบิร์ตสามารถจับหนูสีขาวเล่นได้ เมื่อเริ่มการทดลอง ทีมนักวิจัยให้หนูน้อยอัลเบิร์ตเล่นกับหนูสีขาวอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ทุกครั้งที่หนูน้อยอัลเบิร์ตแตะหนูสีขาว ทีมนักวิจัยจะเคาะค้อนกับท่อนเหล็กอยู่ข้างหลังหนูน้อยอัลเบิร์ต ทำให้เกิดเสียงดัง หนูน้อยตอบสนองด้วยการร้องไห้และแสดงท่าทีกลัวทุกครั้งที่ได้ยินเสียงดัง หลังจากนั้นเมื่อทำการทดลองไปจำนวนหนึ่ง ครั้งต่อมาทีมวิจัยให้หนูอัลเบิร์ตเห็นเพียงหนูสีขาวแต่ไม่ได้ทำให้เกิดเสียงดัง หนูน้อยอัลเบิร์ตก็แสดงอาการกลัว ร้องไห้งอแงและคลานหนี หนูน้อยอัลเบิร์ตได้กลัวหนูสีขาวไปแล้ว แต่ยังไม่พอ หนูน้อยอัลเบิร์ตยังพลอยกลัวสิ่งที่มีขนคล้ายหนูขาวไปด้วย เช่น กระต่าย เป็นต้น การทดลองนี้สรุปได้ว่าความกลัวเกิดจากการเชื่อมโยงในหัวของเรากับสิ่งที่เราไม่ชอบได้ ไม่จำเป็นว่าสิ่งที่เรากลัวจะต้องเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดอันตรายหรือสิ่งที่เคยทำให้เกิดอันตรายกับเรา
ก็อาจแปลว่าเรากลัวได้แทบทุกอย่างบนโลกนี้! ตราบใดที่เราสามารถสร้างความกลัว(จากอันตรายที่ไม่มีอยู่จริง)ให้เกิดขึ้นได้

White rat. White laboratory rat isolated on grey background , #AD ...

ในการแต่งเรื่องน่ากลัวก็ควรจะมีองค์ประกอบเหล่านี้อยู่ด้วย คือองค์ประกอบที่คนกลัว หรือถ้าเป็นสิ่งที่ปกติคนไม่กลัวก็ต้องมีการเล่าเหตุการณ์ภูมิหลังเพื่อสร้างความน่ากลัวให้สิ่งนั้นด้วย
มาถึงขั้นต่อมา

5 วิธีนำเสนอความน่ากลัว

  1. ให้ตัวละครเป็นตัวเล่าเรื่อง
    การให้ตัวละครเป็นตัวเล่าเรื่อง จะทำให้เราโดนจำกัดสิ่งที่เรารู้ การเล่าเรื่องโดยใช้บุรุษที่หนึ่งเช่นนี้แตกต่างจากการเล่าเรื่องโดยใช้บุรุษที่สาม เพราะบุรุษที่หนึ่งไม่สามารถเล่าอะไรได้มากกว่าประสบการณ์ที่ตนเจอ ทำให้ผู้อ่านโดนจำกัดมุมมองไปด้วย เป็นการสร้างความสมจริงให้เรื่องโดยให้ผู้อ่านเห็น ได้กลิ่น ได้ยิน ได้สัมผัส ได้รับรู้สิ่งต่างๆไปพร้อมๆกับตัวละคร เหมือนได้เข้าไปอยู่ในเรื่องเองและให้ได้รู้สึกใกล้เคียงกับที่ตัวละครรู้สึก 
  2. เลือกฉากที่มีทัศนวิสัยที่จำกัด
    ทั่วไปแล้ว ฉากชายหาดยามบ่ายคงไม่น่ากลัวเท่าฉากถนนในหมู่บ้านตอนกลางคืน ความมืดหมายถึงการจำกัดการรับรู้ของตัวละคร เรื่องน่ากลัวอย่างเรื่องผีส่วนใหญ่จึงมักใช้ฉากตอนกลางคืนหรือที่ที่มีแสงไฟสลัว การเลือกฉากที่มีทัศนวิสัยที่จำกัดเป็นการจำกัดมุมมองของผู้อ่านเช่นกัน ยิ่งถ้าใช้ตัวละครเป็นตัวเล่าเรื่องด้วยแล้วจะทำให้ผู้อ่านสัมผัสได้ถึง ‘ความไม่รู้’ ของตัวละคร(ผู้อ่าน)ต่อสิ่งต่างๆในฉาก ใช้วิธีนี้เพื่อเป็นการบอกเป็นนัยว่ายังมีเรื่องบางอย่างที่ผู้อ่านไม่รู้ แต่ความน่ากลัวไม่ได้สร้างได้จากความมืดเสมอไป ความสว่างก็สร้างความน่ากลัวได้ แต่ก็ยังคงต้องเป็นความสว่างที่ ”มีทัศนวิสัยจำกัด” เช่น ฉากที่เป็นห้องปิดตาย หรือเป็นสถานที่ที่ตัวละคร”หนีออกไปไม่ได้” (หรืออาจจะเป็นสิ่งที่ตัวละครหนีออกไปไม่ได้’ในหัว’ก็ได้)
3,000+ Free Fear & Horror Images - Pixabay
  1. บรรยายอย่างเหมาะสม
    บรรยายให้เหมือน”ผู้ที่มีความกลัว” อะไรที่คนที่มีความกลัวเห็นหรือรู้สึก ให้บรรยายแบบนั้น
    ประมาณว่าเหมือนเราดูหนังผีจบมาหมาดๆ แล้วต้องนอนอยู่บ้านคนเดียวคืนนั้น เราจะมีความระแวงอย่างไม่มีเหตุผล อาจจะเป็นความกลัวที่ตัวเอง ‘จะเห็นอะไรที่ไม่เคยเห็น’ ความรู้สึกที่เราจะให้ความสนใจต่อสิ่งรอบตัวมากขึ้น ความรู้สึกแบบนั้นให้นำมาใช้ เช่น หากจะบรรยายฉากทางเดินในโรงแรมไปสู่ห้องของตัวละคร ในเรื่องทั่วไปที่ตัวละครmentalปกติก็อาจบรรยายว่า ‘วันนี้เหนื่อยมาทั้งวัน พอเดินกลับไปถึงห้องก็ดันหาคีย์การ์ดไม่เจออีก’ เรื่องปกติมักจะไม่เน้นบรรยากาศของฉากมากนัก แต่ในเรื่องน่ากลัวหรือเรื่องผี เราต้องใช้mentalของคนที่มีความกลัวมาบรรยายเพื่อเพิ่มรายละเอียดความ ‘ผิดปกติ(อันจะนำมาสู่สิ่งที่ไม่ดี)’ ของฉาก ‘วันนี้เหนื่อยมาทั้งวัน กว่าจะกลับถึงโรงแรมก็เที่ยงคืน ผมเดินเข้าโรงแรมไปผ่านล้อบบี้ที่ไม่มีคน ทางเดินไปห้องพักเป็นทางเดินที่ปูด้วยพรมสีแดง แทบจะไม่ได้ยินเสียงใครจากห้องพักในชั้นเดียวกัน ดูเหมือนคนอื่นๆจะหลับกันไปหมดแล้ว ได้ยินเพียงเสียงของนาฬิกาไม้เก่าๆที่ตั้งอยู่ตรงสุดทางเดิน’ 
  2. ใช้รูปแบบการเขียนเข้ามาช่วย
    เช่นเดียวกับการเขียนเรื่องแต่งแบบอื่นๆ เราสามารถใช้รูปแบบการเขียนเพื่อสร้างอารมณ์ในเรื่องได้ เช่น อาจเขียนเป็นประโยคสั้นๆห้วนๆไปเรื่อยๆ เพื่อแสดงความรู้สึกนึกคิดของตัวละครที่ตกอยู่ในความกลัว เขียนเว้นบรรทัดหรือเว้นวรรคให้มากเพื่อแสดงความเงียบหรือความช้าของบรรยากาศในเรื่อง นอกจากนี้ในช่วงclimaxของเรื่องที่ตัวละครจะพบกับสิ่งที่น่ากลัวหรือความจริงที่น่าตกใจ หากลดการบรรยายสภาพรอบๆแล้วเขียนบรรยายเพียงเสียงที่ตัวละครได้ยินและสิ่งที่ตัวละครพูดก็จะทำให้บรรยากาศน่ากลัวขึ้นได้ เช่น
    ก๊อกก๊อกก๊อก….
    ’ใครหรอครับ’
    ก๊อกก๊อกก๊อกก๊อก….
    แทนที่จะเป็น ‘ก็อกก็อกก็อก ผมได้ยินเสียงคนมาเคาะประตู จึงถามไปว่า ’ใครหรอครับ’ แต่คนข้างนอกก็ไม่ตอบและเคาะกลับมาเหมือนเดิม’
    หรืออาจใช้วิธีที่ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า 縦読み(たてよみ)คือการเขียนบรรทัดละประโยค โดยเมื่ออ่านแต่คำแรกของแต่ละประโยคแล้วจะพบกับความจริงที่ซ่อนอยู่ แต่วิธีเขียนแบบนี้อาจมีข้อเสียตรงที่บางทีถ้าไม่บอกให้อ่านเฉพาะคำแรกผู้อ่านก็จะไม่รู้
    ตัวอย่าง : 01
  3. ใช้Dramatic irony
    Dramatic Ironyคือการที่ผู้อ่านรู้ว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น แต่ตัวละครในเรื่องไม่รู้ มักใช้ร่วมกับการบรรยายแบบบุคคลที่สาม วิธีนี้สามารถสร้างความน่ากลัวได้จากช่วงเวลาที่ตัวละครไม่รู้ตัวว่ามีอะไรเกิดขึ้น และกระทำสิ่งต่างๆไปเรื่อยๆแบบไม่ได้เตรียมรับมมือไว้ เช่น ในเรื่อง Titanic ช่วงที่เรือกำลังจะชนกับภูเขาน้ำแข็ง ผู้ชมรู้แล้วว่ากำลังจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น แต่ตัวละครในเรื่องไม่รู้และมีตัวละครตัวหนึ่งพูดว่า “It’s so beautiful, I could just die.” 
SAY WHAT?! Titanic Iceberg Myth Debunked | Titanic, Rms titanic ...

ข้างบนเป็นสรุปวิธีเขียนเรื่องแต่งให้น่ากลัวที่Melonadeไปค้นหาและสรุปไว้
หลังจากที่ในคาบเรียนภาษาศาสตร์ประยุกต์ภาษาญี่ปุ่นในสัปดาห์ก่อนๆ
ได้ลองเขียน空想作文(くうそうさくぶん เรื่องแต่ง) 
Melonadeลองเขียนเรื่องผีไปแต่ล้มไม่เป็นท่า(笑)
เลยไปหามาว่าถ้าจะเขียนเรื่องแนวนี้มีวิธีแบบไหนบ้าง
นอกจากนี้ในคาบเรียนก็ได้เรียนเรื่องวิธีเขียนเรื่องแต่งทั่วไปด้วย
อย่างเช่น การจะเขียนเรื่องให้สนุกเราควรเขียนให้ทุกอย่างมีที่มาที่ไป(理由づけ)
ไม่ใช่ยกเรื่องบางอย่างมาลอยๆ แล้วจบไปแบบไม่อธิบายอะไร
การเขียนตามรูปแบบ 序破急(Three−act structure) 
(คำอธิบาย : 01 02)
และอีกหลายอย่าง ทำให้รู้สึกว่าการจะเขียนเรื่องอะไรสักอย่าง
หากเราศึกษาวิธีเขียนแบบต่างๆไปก่อนอาจจะทำให้งานเขียนเราดีขึ้น
อย่างคาดไม่ถึง เพราะเรามีจุดให้โฟกัสว่าไม่ควรลืมอะไรๆ เนื้อเรื่องยืดไปหรือยัง ทำให้เรามีแนวทางการเขียนด้วย

อ้างอิง
・Garcia, R (2017). “Neurobiology of fear and specific phobias”. Learn Mem24 (9): 462–471.
・Watson, J.B.; Rayner, R. (1920). “Conditioned emotional reactions”. Journal of Experimental Psychology3 (1): 1–14.
・https://blog.reedsy.com/how-to-write-a-horror-story/
・https://shingakunet.com/journal/trend/39488/
・https://tvnaruhodo.blog.fc2.com/blog-entry-250.html
・http://sakebigoe.com/stories/20150715100458
・https://www.choeisha.com/column/column29.html
・https://en.wikipedia.org/wiki/Jo-ha-ky%C5%AB

―――
ขอบคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่แวะเข้ามา😀
หากมีข้อแนะนำหรือความคิดเห็นใดๆ
โปรดบอก Melonade

07. いろいろなグループの話

สวัสดีผู้อ่าน 😀
Work from homeมาหลายสัปดาห์แล้วหวังว่าสุขภาพกายและใจยังแข็งแรงดี

วันนี้Melonadeจะมาเล่าอะไรให้ฟังนิดหน่อย

ครั้งหนึ่งเมื่อเกือบนานมาแล้ว Melonadeเข้าเรียนวิชาๆหนึ่ง
เป็นวิชาที่อาจารย์เป็นชาวญี่ปุ่น แล้วมีนักเรียนในคลาสประมาณ40คน
อาจารย์ชอบให้แยกกลุ่มไปอภิปราย
ก่อนหน้านี้เวลาแยกกลุ่มในวิชาอื่น อาจารย์จะเรียกแต่ละกลุ่มว่า
グループ1 グループ2 グループ3・・・ไปเรื่อยๆ
แต่ในวิชานี้ อาจารย์เรียกแต่ละกลุ่มว่า はん(班)
一班 二班 三班・・・

Melonadeเพิ่งเคยได้ยินวิธีเรียกกลุ่มแบบนั้น ฟังครั้งแรกๆก็ตลกดี
เพราะจะมีกลุ่ม ごはん(五班)
ごはんมักจะมีไอเดียดีๆเสมอ และชอบโดนอาจารย์เรียกตอบ
「ごはんคิดว่ายังไงบ้าง」「ごはんเขาว่าแบบนี้ 他の班ว่ายังไง」
「ごはんมีอะไรจะแย้งที่เพื่อนพูดไหม」・・・
คลาสนั้นเป็นคาบก่อนพักเที่ยง..

พอคิดดูแล้ว ในภาษาญี่ปุ่นก็มีคำเรียกการรวมกลุ่มต่างๆเยอะเหมือนกัน
ไม่ว่าจะเป็น グループ 班 会 派 ฯลฯ
ไม่รู้ว่าแต่ละอย่างต่างกันยังไง

เลยถือโอกาสทำสรุปไว้เล็กน้อย

คิดออกเก้าคำ คิดไม่ออกแล้ว
แต่แม้แค่เก้าคำก็รู้สึกว่าเยอะจริงๆ
พอค้นความหมายดูแล้วก็พบว่าจริงๆก็มีบางคำที่มีน่าจะใช้แทนกันได้
อย่าง班กับ体 Melonadeคิดว่าความหมายก็คล้ายๆกัน
ตอนแปลคำพวกนี้เป็นภาษาไทย ถ้าจะแปลให้ได้ครบเก้าคำ
ต้องยากแน่ๆเลย

เลยอยากมาแชร์สรุปข้างบนให้ผู้อ่าน
ตอนสรุปเสร็จเพิ่งเห็นว่าฟ้อนต์เป็นตัวจีน (笑)
แต่ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
หากมีข้อผิดพลาดประการใด โปรดชี้แนะ

วันนี้ไว้เท่านี้ก่อนละกัน
แล้วผู้อ่านคิดว่ามีคำไหนอีกบ้าง? 😀

อ้างอิง
2011.『新明解国語辞典第七版』.三省堂

―――
ขอบคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่แวะเข้ามา😀
หากมีข้อแนะนำหรือความคิดเห็นใดๆ
โปรดบอก Melonade
อย่าลืมรักษาสุขภาพ!

06. A Friday Afternoon Blog

What the Gap!

สวัสดีผู้อ่าน! ยังดูแลตัวเองกันดีอยู่หรือเปล่า
ในคาบเรียนสัปดาห์ก่อน Melonadeได้เรียนเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า Gap
Gap คือช่องว่างระหว่างภาษา คือความต่างระหว่างสิ่งที่เราต้องการสื่อ กับสิ่งที่เราสามารถสื่อได้จริงๆ ความต่างนี้ขึ้นอยู่กับระดับความสามารถทางภาษาของเรา

ในคาบเรียนก็ได้ลองทดสอบGapของตัวเอง โดยอาจารย์จะมีรูปการ์ตูนสี่ช่องสั้นๆมาให้ดู แล้วให้เราอธิบายเป็นภาษาญี่ปุ่น อธิบายเสร็จแล้วก็ลองเขียนออกมาแล้วเอาไปเปรียบเทียบกับเวอร์ชั่นของคนญี่ปุ่น

Melonadeพบว่าGapของตัวเองช่างกว้างเหลือเกิน
คงต้องฝึกใช้ภาษาบ่อยๆ

วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ไม่มีเรียน Melonadeเลยอยากฝึกภาษาญี่ปุ่น (แต่บล็อกนี้อัพวันเสาร์)
ปกติไม่ค่อยได้ฝึกเพราะยุ่งมากๆ(โกหก) แต่วันนี้ว่างเลยอยากลองฝึกอะไรสักอย่าง
อะไรที่จะทำให้เห็นGapของตัวเองได้ ในวันแบบนี้ที่อยู่บ้านคนเดียว
เลยคิดว่าจะลองแปลTED Talkเป็นภาษาญี่ปุ่นดู

พูดถึงTED Talk
ทุกคนคงรู้จักTED Talkกันดี ถ้าไม่เคยดู นี่คือตัวอย่าง 😀

How to gain control of your free time | Laura Vanderkam

และอันนี้เป็นอันที่จะลองแปล เป็นเรื่องเกี่ยวกับการบริหารเวลา เนื้อหาไม่ค่อยมีCulture Gap น่าจะเหมาะกับคนทุกวัฒนธรรม
TED Talkดังๆส่วนใหญ่จะมีคำบรรยายหลายภาษา อย่างตัวอย่างข้างบนนี้จะเป็นTalkภาษาอังกฤษที่มีทั้งคำบรรยายภาษาไทย ญี่ปุ่น และอื่นๆกว่า30ภาษา เหมาะแก่การฝึกภาษามากมาย
เหมาะแก่การเอามาเป็นตัวเปรียบเทียบการแปลของเราด้วย! ?
(คิดว่าผู้สร้างคำบรรยายเป็นเจ้าของภาษา)

Melonadeไม่รอช้า จึงเริ่มแปลเลย แต่มีเงื่อนไขส่วนตัวดังนี้
1. จะใช้เวลาแปลทั้งหมด 2 ชั่วโมง
2. จะแปลแบบรวดเร็ว (ไม่แก้เยอะ) เพราะอยากเห็นภาษาที่ตัวเองใช้ได้จริงๆ
3. ระหว่างการแปลจะไม่เปิดดูคำบรรยายภาษาญี่ปุ่น

ต่อไปนี้คือบทแปลที่Melonadeลองแปล
(แนะนำว่ายังไม่ต้องอ่าน)

私がTime Managementについての本を書いていると分かった時に、人によく思われるのが次の2つです。一、私が遅刻しないこと。全然そうではない。私には4人の子どもがいて、遅れる時は子どものせいだと思いたいですよね。でもいつもそうではないです。私は一回、「Time Management」についてのスピーチをするときに、遅刻したことがあります。その日の視聴者はこの矛盾がどれほど面白かったと思っていたでしょう。そして二、私が色々な時間の節約し方を分かっていること。時間の節約方法とか、こういうトピックを扱う雑誌局から時々私に連絡が来るんですけど。よく聞くのが、日常生活で普段やっていることの時間を少しずつ割けば、やりたいことに時間が作れるという考え方です。

私はこの前提に疑問を持っているんですけど、相手が考えてきたことを聞くのをいつも楽しみにしています。例えば面白かったのは、右折する時にできる用事だけをするとか、電子レンジを使う時によく考えること、例えばパッケージに3分から3分半と書いていれば、絶対に下限で行くこと。そして個人的に好きだったのは、広告をスキップで見るために、好きな番組を録画すること。こうしたら、30分の間で8分節約することができる。なので2時間テレビを見るとしたら、32分の運動時間ができる。それはそう。32分の運動時間を作るもう一つの方法知ってますか。2時間もテレビを見ないことですよね?とにかく、考え方はあちこち時間を割いて、最後に足し合ったら全部やりたいことに時間が作れるということです。

でも、成功する人の時間の使い方を調査して、彼らの1時間ごとのスケジュールをみてみたら、この考え方は全然逆だと思いました。私たちは時間を節約することで送りたい人生を送るんじゃなくて、送りたい人生を送ることで、時間自体が整理することです。というのは次説明します。

私はこの前「Time Diary Project」を行ってて、すごく忙しい女性たちの1001日間の生活を調査していました。彼女たちは、大変な仕事に就いていたり、自分のビジネスを持っていたり、あるいは子どもを持って、両親の世話もしなくてならなくて、地域活動の仕事もあったり、大変忙しい人たちです。私は彼女たちの1週間の生活を観察して、何時間働くか何時間寝るかを調査しました。そして、私の本に載せているんですけど、彼女たちのテックニックについてもインタビューさせていだたきました。

その中の1人の女性は、ある水曜日の夜に何かの用事で出かけていて、戻ったら、給湯器が壊れていて、地階に水が溜まっていました。皆さんにはこういう経験はありますでしょうか。ある方には破壊的で大変なことだとわかっていると思います。それを見て、彼女はその夜にこのことをすぐに整理しました。次の日に配管工に来てもらって、その次の日にプロに台無しになった敷物を扱ってもらいました。これ全てが彼女のタイムロッグに記録されています。これは合計で彼女の1週間の時間の中、7時間がかかってしまいました。7時間ですよ。

จบแล้ว 😀
เวล่า 2 ชั่วโมง Melonadeแปลไปได้ 3 นาที!
น้อยและยากกว่าที่คิดมากๆ (笑)
ใช้เวลาไปมากเพราะ
1. เรียงประโยคไม่ถูก
2. เลือกใช้คำศัพท์ไม่ถูก โดยเฉพาะคำกริยา
3. ไม่รู้จะใช้สำนวนไหน เช่น ในเรื่องระดับความสุภาพ จะต้องสุภาพระดับไหน
(Melonadeไม่เคยฟังTalkของญี่ปุ่น)
ส่วนความรู้สึกหลังแปล
1. สนุก
2. ตาลาย
3. รู้สึกเป็น beginner ในการแปล

เข้าสู่ช่วงหาGap!

(ส่วนนี้จะยาว)
ต่อไปนี้จะเป็นการเปรียบเทียบระหว่างสิ่งที่Melonadeแปล (ส่วนบน)
กับคำบรรยายภาษาญี่ปุ่นในคลิป (ตัวหนา)
และภาษาไทยข้างล่างคือ comment

私がTime Managementについての本を書いていると分かった時に、
人によく思われるのが次の2つです。一、私が遅刻しないこと。全然そうではない。
私がタイム・マネジメントの本を書いていると知った人は2つの思い込みをします。
その1、私はいつも時間に正確。そんなことありません。
ตอนแปลประโยคแรกคิดหนักมาก เพราะอยากให้ทั้งสองประโยคย่อยมีประธานเดียวกัน จะได้สัมพันธ์กับกริยาท้ายประโยค แต่คิดไม่ออก ประโยคที่สองในต้นฉบับใช้คำว่า ‘ฉันตรงเวลาเสมอ’ แต่Melonadeขอสารภาพว่าตั้งแต่เรียนภาษาญี่ปุ่นมายังไม่เคยพูดว่า ตรงเวลา เป็นภาษาญี่ปุ่นเลย เคยพูดแค่ ไม่สาย ตรงนี้เลยใช้คำว่าไม่สาย

私には4人の子どもがいて、遅れる時は子どものせいだと思いたいですよね。
でもいつもそうではないです。
私には小さな子供が4人いて、時々する遅刻を子供のせいにしたくなるけど、
決して子供のせいじゃない時もあります。
ครั้งหนึ่งMelonadeเคยได้ยินว่า คนญี่ปุ่นบางคนไม่ชอบคันจิ 供 ในคำว่าこども เพราะคันจินั้นแปลว่า 供える:ถวาย(แด่พระเจ้า) ตั้งแต่นั้นมาMelonadeเลยไม่ใช้คันจิตัวนี้ในคำว่าเด็กอีกเลย แต่ดูเหมือนมันไม่ใช่เรื่องใหญ่ขนาดนั้น ตรง思いたいเป็นครั้งแรกที่ผันกริยานี้เป็นรูปนี้ เพราะไม่รู้จะแปล I would like to ในต้นฉบับเป็นอะไร
(ตอนแรกแปลเป็น思いがち) แต่พออ่านของคนญี่ปุ่นแล้วก็คิดว่าที่จริงไม่ต้องคิดมากก็ได้

私は一回、「Time Management」についてのスピーチをするときに、遅刻したことがあります。その日の視聴者はこの矛盾がどれほど面白かったと思っていたでしょう。
タイムマネジメントについての講演に遅刻したこともあります。その場で時間を取って、その皮肉をみんなで噛みしめたものです。
ตรงนี้ก็เป็นตรงที่แปลยากมาก รู้สึกว่าที่แปลไปก็ยังงงๆและเก็บความหมายได้ไม่ครบ ประโยคที่สองต้นฉบับคือ
We all had to just take a moment together and savor that irony.
ตรงนี้เป็นครั้งแรกที่ได้เปิดดิกคำว่า 噛みしめる ที่น่าจะแปลว่า ものの味わいや意味を十分に感じ取る
ตรงนี้เป็นอีกที่ที่ทำให้เราคิดได้ว่า เราเลี่ยงการใช้ ~ものですมาตลอด เพราะครั้งแรกๆที่ลองใช้จำได้ว่าใช้ผิดตลอดเลย

そして二、私が色々な時間の節約し方を分かっていること。
思い込みその2、私はたくさんのコツや裏技を使って、あちこちから細かな時間を捻出している。
コツ! ตอนแปลคิดคำนี้ไม่ออก 裏技!捻出も!

時間の節約方法とか、こういうトピックを扱う雑誌局から時々私に連絡が来るんですけど。よく聞くのが、日常生活で普段やっていることの時間を少しずつ割けば、やりたいことに時間が作れるという考え方です。
時々、雑誌社からそういう感じの話の依頼が来ます。1日の中でどうやって余分の時間を見つけるかみたいな。日常的な活動にかかる時間を少しずつ削っていけば、それが積み重なって大事なことにあてる時間ができると。
ตรงนี้ทำให้คิดว่าถ้าเราไม่ย่อยข้อมูลที่เราฟังเข้ามาให้รู้ใจความก่อน เราก็จะแปลออกมาติดรูปประโยคภาษาต้นฉบับและทำให้แปลฟุ่มเฟือย

私はこの前提に疑問を持っているんですけど、相手が考えてきたことを聞くのをいつも楽しみにしています。
私からすると、この前提自体が全く疑問ですが、私に電話する前に、相手がどんなことを考えていたのか、いつも聞いてみたくなります。
ตรงนี้เฉยๆ

例えば面白かったのは、右折する時にできる用事だけをするとか、電子レンジを使う時によく考えること、例えばパッケージに3分から3分半と書いていれば、絶対に下限で行くこと。
とくに面白かったのはー、買い物は対向車を待たずに曲がって入れる側の店だけで済ますとか、賢く電子レンジを使うには「3〜3分半レンジにかけて」と箱に書いてあったら範囲内の最短時間にセットするとか。
ตรงนี้แปลแบบไม่คิด มีculture gap จะเห็นได้ว่าคำบรรยายภาษาญี่ปุ่นแปลเอาความแต่เราแปลแบบตรงตัว(แล้วยังแปลผิดด้วย) 下限ก็ไม่รู้ว่าใช้แบบนี้ได้หรือเปล่า

そして個人的に好きだったのは、広告をスキップで見るために、好きな番組を録画すること。こうしたら、30分の間で8分節約することができる。なので2時間テレビを見るとしたら、32分の運動時間ができる。
一番のお気に入りはー分かるといえば分かるけど、好きな番組は録画で見てCMを早送りする。これで30分毎に8分節約できて、テレビを2時間見る間に32分間も運動の時間が作れます。
เราเข้าใจสิ่งที่เราแปล อ่านกี่รอบก็เข้าใจ (笑) แต่คนอื่นคงไม่เข้าใจ
Melonadeเคยสับสนวิธีใช้ ~おきに、~毎に เคยเข้าใจอีกแบบ แต่ไปอ่านเจอจากสักที่ว่าวิธีใช้มันซับซ้อนกว่าที่คิด จำไม่ได้แล้วว่าคืออะไรเลยเลี่ยงไม่ใช้ไปเลย ต้องกลับไปทวนใหม่
ตรงนี้ก็งงระดับความสุภาพด้วย

それはそう。32分の運動時間を作るもう一つの方法知ってますか。2時間もテレビを見ないことですよね?
本当よね。運動のための32分間を見つける別の方法って知ってる?1日に2時間もテレビを見ないことでしょ?
ชอบคำบรรยายภาษาญี่ปุ่นตรงนี้มาก แต่ตอนเราแปลก็งงระดับความสุภาพ

とにかく、考え方はあちこち時間を割いて、最後に足し合ったら全部やりたいことに時間が作れるということです。
ともあれ、あちこちで時間を節約して、それを足し合わせれば、ようやく自分のしたいことができるというのがこの考え方です。
มีแปล自動詞ผิด

でも、成功する人の時間の使い方を調査して、彼らの1時間ごとのスケジュールをみてみたら、この考え方は全然逆だと思いました。
でも成功者がどんなふうに時間を使っているかを研究し、彼らのスケジュールを1時間刻みで見てみた私からすると、これは考え方が全く逆です。
ตรงนี้ใช้ 1時間ごと แบบเลี่ยงไม่ได้เพราะคิดคำอื่นไม่ออกแล้ว ทำให้ได้รู้จักกับ 1時間刻み

私たちは時間を節約することで送りたい人生を送るんじゃなくて、送りたい人生を送ることで、時間自体が整理することです。
私たちが望む生活は時間の節約により築かれるのではありません。望みどおりの生活をしていれば、おのずと時間は節約されるんです。

เข้าใจต้นฉบับ แต่แปลเป็นไทยยังไม่รู้เรื่อง เลยแปลเป็นญี่ปุ่นไม่รู้เรื่อง

というのは次説明します。私はこの前「Time Diary Project」を行ってて、すごく忙しい女性たちの1001日間の生活を調査していました。
説明しましょう。最近やったプロジェクトで私は時間日記を通して、超多忙な女性たちの1001日の生活を観察しました。
อ่านแล้วก็คิดว่าเราน่าจะแปลอธิบายเพิ่ม

彼女たちは、大変な仕事に就いていたり、自分のビジネスを持っていたり、あるいは子どもを持って、両親の世話もしなくてならなくて、地域活動の仕事もあったり、大変忙しい人たちです。
大変な仕事に就いていて、中には経営者もおり、子供の世話や両親の介護があったり、さらに地域活動にも関わるという。それはもう忙しい人たちです。
両親の介護!

私は彼女たちの1週間の生活を観察して、何時間働くか何時間寝るかを調査しました。そして、私の本に載せているんですけど、彼女たちのテックニックについてもインタビューさせていだたきました。
私は彼女たちに1週間時間の使い方を記録してもらい、彼女たちが働いたり眠ったりする時間を算出し、彼女たちのやり方をインタビューして本にまとめました。
ของเราเอาวัฒนธรรมญี่ปุ่นผสมในการแปลเยอะไปหน่อย อ่านแล้วหงุดหงิด

その中の1人の女性は、ある水曜日の夜に何かの用事で出かけていて、戻ったら、給湯器が壊れていて、地階に水が溜まっていました。
タイムログを見せてくれた中のある女性は、水曜の夜、用事で出かけました。帰宅したところ、給湯器が故障しており、その時にはもう地下室中に水漏れしていました。
เฉยๆ

皆さんにはこういう経験はありますでしょうか。ある方には破壊的で大変なことだとわかっていると思います。
こういう経験をされた方ならご存知のとおり、大損害でぞっとする水浸し状態です。
หงุดหงิด และแปลขาด

それを見て、彼女はその夜にこのことをすぐに整理しました。次の日に配管工に来てもらって、その次の日にプロに台無しになった敷物を扱ってもらいました。
それで彼女はその晩すぐに当座の後片付けをして、翌日には配管工に来てもらい、その翌日には台無しになった敷物をプロにきれいにしてもらいました。
คิดคำกริยาที่จะใช้ไม่ออก

これ全てが彼女のタイムロッグに記録されています。これは合計で彼女の1週間の時間の中、7時間がかかってしまいました。7時間ですよ。
全部、彼女のタイムログに記録されています。結局それで、その週は7時間取られました。7時間です。
ประโยคสองแปลฟุ่มเฟือย พยายามปรับนิดหน่อยแล้วแต่ได้เท่านี้ ประโยคสุดท้ายไม่รู้ตอนนั้นเติมよทำไม

คำบรรยายภาษาญี่ปุ่นโดย F.Naoko, A.Yasushi

จบแล้ว 😀

สรุปวันนี้

การแปลวันนี้ทำให้เห็นรูปแบบการแปลและGapของตัวเอง
รูปแบบการแปลของตัวเองวันนี้มีสองรูปแบบ
คือ EN -> JP (สำหรับอันที่แปลตรงแล้วไม่มีปัญหา) และ
EN -> TH -> JP (สำหรับอันที่แปลตรงแล้วมีปัญหา)
บางทีถึงเข้าใจว่าหมายถึงอะไรแต่ถ้าจะให้สื่อเป็นภาษาอื่นก็ทำได้ยาก
อาจจะเป็นเพราะว่าในภาษาปลายทางเราไม่ได้ใช้คำนั้นบ่อย หรือไม่มีคำแปลที่ตรงและสื่อความหมายได้ดีไปกว่าคำในภาษาต้นทางอีกแล้ว
ที่แปลออกไปได้ก็ยังเก็บความหมายไม่ครบ และนี่ก็เป็น Gap อย่างหนึ่ง
คงต้องฝึกกลั่นกรองใจความ แล้วเอาใจความนั้นมาทำเป็นภาษาให้บ่อยขึ้น
และยังได้รู้ว่าตัวเองเลี่ยงการใช้ไวยากรณ์ที่ไม่ถนัดบ่อยเหมือนกัน ต่อไปนี้ต้องทบทวนใหม่

MelonadeชอบTED Talkอันนี้มาก และอยากชวนให้ท่านผู้อ่านไปฟังต่อ 😀
อาจจะลองเปิดคำบรรยายเป็นภาษาญี่ปุ่นหรือภาษาที่อยากฝึกแล้วฟังไปก็ได้
สนุกดีเวลาเห็นการแปลของคนอื่น บางคำบรรยายก็แปลได้ดีมาก ประทับใจ
อ่านไปก็จะมีโมเม้นต์ที่รู้สึก “Aha!(なるほど!)(โห!)”
ทำให้อยากแปลได้แบบนั้นบ้าง ได้แรงผลักที่ดี
วันนี้สนุกดี ถึงเวลาMelonadeไปพักผ่อนแล้ว
ท่านผู้อ่านมีวิธีฝึกภาษาอย่างไรกันบ้าง 😀
วันหยุดพักผ่อน(Work from home)แบบนี้
ท่านผู้อ่านก็อย่าลืมดูแลสุขภาพตัวเองและคนรอบข้างด้วยนะ!

―――
ขอบคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่แวะเข้ามา😀
หากมีข้อแนะนำหรือความคิดเห็นใดๆ
โปรดแชร์ & บอก Melonade

05. หนึ่งในเทคนิคการพูดให้ดูฉลาด

ในคาบเรียนวิชา App Jp Ling ได้เรียนเรื่อง เทคนิคการพูดหรือเขียนอย่างไรให้ชาญฉลาด โดยได้เรียนเกี่ยวกับสิ่งที่ควรคำนึงถึงเวลาพูดหรือเขียนที่จะทำให้เราดูฉลาดขึ้นในภาษาญี่ปุ่น มีหลายอย่างมากมาย เช่น การมี根拠(ข้อมูลสนับสนุน) การพูดหรือเขียนแบบ多面的(หลายมุมมอง) การใช้クッション言葉(ภาษาไทยของฉันแปลว่าคำนุ่มนิ่ม)ในการโต้ตอบกับคนที่เราสื่อสารด้วย หรือจะเป็นการเลือกใช้外来語(คำยืมภาษาต่างประเทศ)เพื่อที่จะให้สิ่งที่เรากล่าวถึงดูดีขึ้นก็มี 

หลังจากได้เรียนแล้วฉันก็พยายามนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปลองใช้จริงมากขึ้น  โดยเฉพาะช่วงนี้ที่อยู่ปีสี่แล้ว ไม่ค่อยโดนบังคับให้เขียนอะไรเป็นภาษาญี่ปุ่นแล้ว (55) ก็จะได้ลองใช้ในการพูดเสียส่วนใหญ่ สิ่งที่รู้สึกว่าพัฒนามากขึ้นจากเมื่อก่อนคือเรื่อง コロケーション ซึ่งก็มีสอนในชั้นเรียนด้วย

コロケーション ก็คือการเลือกใช้คำ ว่าคำไหนปกติใช้กับคำไหน เช่น  “มีแนวโน้มสูงที่จะ~“ ภาษาไทยใช้คำว่าสูงกับคำว่าแนวโน้ม แต่ในภาษาญี่ปุ่น จากการสืบค้นหาตัวอย่างการใช้แล้วพบว่า ~傾向が強い (แนวโน้มแข็งแแกร่ง!) มีจำนวนการใช้ที่มากที่สุด และ ~傾向が高い มีผลลัพธ์รองลงมา ในคาบอาจารย์แนะนำcorpusสำหรับเช็คコロケーションด้วย! 便利!  

ฉันคิดว่าฉันเป็นคนที่ใช้コロケーションในการเขียนได้ดี(ไม่ได้น่าเกลียด) เพราะส่วนใหญ่สิ่งที่ฉันเขียน(ส่งอาจารย์)(ตอนฉันไม่ยุ่ง)ฉันค้นกูเกิ้ลมาหมดแล้ว (55!) ฉันจะเอาประโยคที่ฉันเขียนไปค้นในกูเกิ้ล เพื่อดูว่าコロケーションแบบที่ฉันเขียนมันมีไหม เพราะฉะนั้นแน่ใจได้แน่นอนว่าประโยคที่ฉันใช้ อย่างน้อยต้องมีสักคน(ที่จริงก็หลายคน)บนโลก(internet)ใช้แบบเดียวกับฉัน! แต่ก็มีบ่อยครั้งที่ผลการค้นหาประโยคของฉันเหลือหลักพัน(ผลการค้นหาที่ดีสำหรับฉันควรมากกว่าหลักแสน) หรือบางครั้งก็ไม่พบผลการค้นหาเลย ก็จะเป็นตอนที่ฉันรู้ว่าฉันควรเปลี่ยนคำ 

 コロケーションจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับฉันในการเขียน 
แต่มันเป็นคนละเรื่องกันเลยในการพูด

การเขียนเราหยุดคิดๆแล้วเขียนได้ แต่การพูดต้องฉึบฉับรวดเร็ว(แล้วแต่คน) ฉันคิดอะไรฉันก็พูดแบบนั้น (ที่พูดผิดบ่อยมากคือประโยคเงื่อนไข) “มีแนวโน้มสูง” ก็คือ 傾向が高いไปเลย(ตัวอย่างนี้ไม่ได้ผิด แต่จะสื่อถึงการพูดแบบแปลจากภาษาแม่แบบตรงตัว) แต่ก่อนเวลาฉันพูดฉันไม่ได้คำนึงถึงเรื่องコロケーションมากนัก สื่อสารได้ก็พอ แต่พอเรียนในห้องแล้ว แล้วลองไปฟังคนญี่ปุ่นพูด ก็ได้รู้ว่าหลายๆอย่างที่เราพูด คนญี่ปุ่นเขาไม่พูดกัน ฉันเลยรู้สึกว่านอกจากพูดรู้เรื่องแล้ว ฉันอยากลองพูดให้ดูฉลาดขึ้นบ้าง.. 

ฉันเลยเริ่มตั้งใจฟังรูปแบบของสิ่งที่คนอื่นพูดบ้าง (ไม่ใช่แค่ฟังจับใจความ)

ไม่นานมานี้ ตอนฉันกำลังเดินคุยกับนักเรียนญี่ปุ่นคนหนึ่ง เป็นวันที่อากาศแย่และฝุ่นPM2.5สูงมาก(เพราะในไลน์เตือนแบบนั้น) ฉันพูดกับเขาว่า「今日、PM2.5高いよ」(ฉันคิดไม่ทันหรอกว่าต้องใช้รูป伝聞หรือเปล่า) เขาก็ประมาณว่า「หรอ ต้องใส่แมสก์แล้วล่ะ!」(เป็นภาษาญี่ปุ่น) แล้วก็หันไปบอกเพื่อนอีกคนที่เดินอยู่ใกล้ๆว่า 「今日PM2.5が多いらしいよ」

..ทำไมเขาไม่พูดว่า PM2.5が高い แบบฉัน 

ตัวอย่างนี้ไม่ใช่ตัวอย่างที่ร้ายแรงเท่าไหร่ แต่ก็เป็นจุดเล็กๆในหลายๆครั้งที่ทำให้ฉันตระหนักว่าบางคำที่เราใช้คนญี่ปุ่นไม่ใช้ อาจไม่ได้เกี่ยวกับว่าดูฉลาดหรือไม่และไม่ได้เป็นปัญหาการสื่อสารเลย แต่ก็เป็นจุดที่ฉันคิดว่าถ้าเราค่อยๆเรียนรู้ไปทีละนิด เราจะพูดภาษาญี่ปุ่นได้เป็นธรรมชาติและดูดีขึ้น

การเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ทำให้ฉันตระหนักขึ้นมากกว่าเมื่อก่อนว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่เราไม่รู้และมองข้าม ที่เราสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้ คงไม่ใช่แค่คำสวยหรูที่เราใช้ได้หรอกที่ทำให้เราพูดดูดีขึ้น แต่คือการมีข้อผิดพลาด(จุดที่ไม่ธรรมชาติ)น้อยด้วย ที่ทำให้เราพูดแล้วดูดี

―――
ขอบคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่แวะเข้ามา😀
หากมีข้อแนะนำหรือความคิดเห็นใดๆ
โปรดบอก Melonade

04. 情報の縄張り

「今日はいい天気ですね」
「そうですね」

ทุกคนเคยได้ยินเรื่อง 情報の縄張り กันหรือเปล่า ?
情報  = ข้อมูล
縄張り = อาณาเขต
情報の縄張り = อาณาเขตของข้อมูล
แปลแล้วก็ยังไม่เข้าใจ

縄張り คืออาณาเขต เหมือนสุนัขที่มีอาณาเขตของตัวเอง ใครเข้ามาจะโดนเห่าไล่
แต่มันก็จะไม่เห่าไล่ใครถ้าอยู่นอกอาณาเขตของตัวเอง
สิ่งต่างๆที่เราพูดในชีวิตประจำวันก็มีอาณาเขตเหมือนกัน
จะมีข้อมูลที่เรามั่นใจว่านี่เป็นข้อมูลของเรา เรารู้ดี เรามั่นใจที่จะพูด
กับข้อมูลที่ไม่ใช่ของเรา เราก็พูดอย่างมั่นใจไม่ได้

情報の縄張り

อธิบายง่ายๆก็คือเป็นอาณาเขตของข้อมูลที่แสดงว่า
สิ่งที่ผู้พูดพูด เป็นข้อมูลของใคร
เช่น ถ้าเราจะแนะนำตัวเราจะพูดว่า
「私は A です」 ฉันชื่อเอ
คงจะแปลกถ้าเราแนะนำตัวแล้วพูดว่า
「私は A ですよね」 ฉันชื่อเอ ถูกต้องใช่ไหม ?
ข้อมูลที่เป็นของเราและเรารู้ดี อย่างเช่นชื่อของเรา ข้อมูลส่วนตัว ประสบการณ์ของเรา
อะไรพวกนี้จะถือว่าเป็นข้อมูลที่อยู่ในอาณาเขตของเรา
ปกติเวลากล่าวถึงเรื่องพวกนี้ เราจะสามารถ言い切る(พูดให้เด็ดขาดชัดเจน)ได้
กลับกัน ถ้าเป็นข้อมูลของผู้อื่น ที่เราไม่รู้ดีหรือไม่ใช่เจ้าของข้อมูล
จะไม่ถือว่าเป็นข้อมูลที่อยู่ในอาณาเขตของเรา เราจึงไม่สามารถ言い切るได้
เหมือนการแนะนำตัวแบบที่สองข้างบน ที่แปลกเพราะว่าทั้งๆที่เป็นข้อมูลของตัวผู้พูดเอง
แต่กลับลงท้ายประโยคด้วย 「よね」ที่เป็นการเรียกร้องการยืนยันข้อมูลจากอีกฝ่าย

คำช่วยท้ายประโยค (終助詞) จำพวก「ね」「よね」เหล่านี้
เป็นสิ่งที่ใช้เวลากล่าวถึงข้อมูลที่อยู่นอกอาณาเขตของผู้พูด
สมมุติว่า เรามีเพื่อนชื่อBちゃん แล้วเราก็ทักBちゃんว่า ช่วงนี้ผอมลงเนอะ
โดยมี 「ね」อยู่ท้ายประโยค
「Bちゃん、最近痩せたね」
จะไม่แปลกเท่าทักว่า
「Bちゃん、最近痩せた」
เพราะการอ้วนผอมของBちゃんไม่ใช่ข้อมูลของเรา
ที่เราเห็นว่าผอม จริงๆอาจจะไม่ก็ได้
ก็คือเป็นข้อมูลที่อยู่นอกอาณาเขตของเรา ต้องใช้ 「ね」

นอกจากคำช่วยท้ายประโยคพวก 「ね」แล้ว
ก็ยังมีอีกหลายวิธีที่เราใช้เมื่อเรากล่าวถึงข้อมูลที่อยู่นอกอาณาเขตของเรา
เช่น เมื่อกล่าวถึงเรื่องที่ได้ยินมา จะใช้รูป 「らしい」「みたい」「そうだ」「ようだ」
เช่น「Cさんは入院したらしい」

เรื่องของคนอื่นจะเป็นข้อมูลที่อยู่ในอาณาเขตของเราได้ไหม ?

คำตอบคือได้ เช่นเรื่องของ Cさんตัวอย่างข้างบน
เรื่องที่Cさんเข้าโรงพยาบาล จะเข้ามาอยู่ในอาณาเขตข้อมูลเราต่อเมื่อ
อย่างเช่น เราเป็นเพื่อนCさん แล้วเราเป็นคนไปส่งCさんไปโรงพยาบาลมาเอง
กรณีนี้เราสามารถไปบอกBちゃんที่เป็นเพื่อนอีกคนได้ว่า
「Cは入院した」
กรณีอื่นๆก็เช่นกัน ถ้าเราเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์บางอย่าง
เราจะสามารถกล่าวถึงข้อมูลของเหตุการณ์นั้นแบบเป็นข้อมูลของเราได้
(ใช้การกล่าวแบบ 言い切り)

แล้วมีข้อมูลแบบที่เป็นของทั้งผู้พูดและผู้ฟังเลยหรือเปล่า ?
มี อย่างเช่นตัวอย่างการสนทนา 2 บรรทัดแรกของบทความนี้
ข้อมูลเกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ เป็นทั้งข้อมูลของเราและของคนอื่น
เป็นข้อมูลที่พวกเรา แชร์ กันอยู่ (มีร่วมกัน รับรู้ร่วมกัน)
ถือว่าอยู่ในอาณาเขตของทั้งผู้พูดและผู้ฟัง
แต่เวลากล่าวถึงต้องใช้「ね」เพราะการไม่ใช้ 「ね」จะใช้ได้ในกรณีที่เราเป็นเจ้าของข้อมูลแต่ผู้ฟังไม่ใช่
เป็นเหตุผลว่าทำไมการสนทนาข้างล่างนี้โดยทั่วไปถึงแปลก
「今日はいい天気ですね」
「そうです」

ยังมีข้อมูลอีกมากมายเกี่ยวกับเรื่องของ情報の縄張り
ที่ไม่ได้กล่าวถึงในบทความนี้ แต่อย่างน้อยผู้เขียนหวังว่าข้อมูลครั้งนี้จะทำให้ผู้อ่านเข้าใจ/อธิบายได้ว่าทำไมกับเรื่องบางอย่างเวลาพูดถึงจึงต้องลงท้ายด้วย「ね」ตลอด
แล้วถ้าไม่มี 「ね」จะหมายความว่าอะไร
「テスト難しかったね」
「絶対に落ちる」

―――
ขอบคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่แวะเข้ามา😀
หากมีข้อแนะนำหรือความคิดเห็นใดๆ
โปรดบอก Melonade

03. วิธีอ่านงานวิจัยต่างๆให้รู้เรื่อง

เมื่อเรียนอะไรสักอย่างหรือสนใจเรื่องอะไรสักอย่างมาระยะหนึ่ง
เราก็จะถึงจุดหนึ่งที่รู้สึกว่าข้อมูลที่ถูกคนอื่นย่อยมาแล้วเผยแพร่อยู่ในโลกออนไลน์
ยังอธิบายเรื่องที่เราอยากรู้ได้ไม่กระจ่างพอ หรือขาดหลักฐานที่มา ทำให้อ่านไปก็ยังไม่ได้คำตอบเรื่องที่อยากรู้มากนัก

ณ จุดนั้น คือจุดที่เราเริ่มค้นหางานวิจัยมาอ่าน

แต่งานวิจัยส่วนใหญ่ในโลกนี้ยังไม่ถูกย่อย
กล่าวคือยังไม่ถูกสรุปให้ออกมาอ่านง่ายๆ
(Melonadeไม่คิดว่า Abstract ของงานวิจัยคือสิ่งที่อ่านง่าย)
มีแค่งานวิจัยบางชิ้นเท่านั้นที่ถูกย่อยแล้วเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย
Melonadeอยากให้โลกนี้มีAIที่เราสามารถป้อนงานวิจัยเข้าไป แล้วมันสรุปสาระสำคัญและKeywordสำคัญๆออกมาให้เราอ่านได้เลย
และจะดีกว่านั้นถ้ามันพูดอธิบายให้เราฟังได้เลย
แต่ตอนนี้ยังไม่มี
เพราะฉะนั้นเราต้องอ่านงานวิจัยเอง

ผู้ที่เคยอ่านงานวิจัยอะไรสักชิ้นหนึ่ง หลายคนน่าจะเคยเจอปัญหาเดียวกับMelonade
คืออ่านไม่รู้เรื่อง
ทั้งๆที่หัวข้อก็ไม่ได้เข้าใจยากอะไรเลย แต่อ่านไม่รู้เรื่อง
(กรณีไม่ได้อ่านแค่เอาผลลัพธ์งานวิจัย แต่อยากรู้วิธีทำวิจัยด้วย)
ความอ่านไม่รู้เรื่องนี้ก็มีหลายสาเหตุ
แต่Melonadeคิดว่าเรามีสาเหตุใหญ่ๆร่วมกันวันนี้เลยจะมาเล่าให้ฟัง
เรื่อง วิธีอ่านงานวิจัยต่างๆให้รู้เรื่อง
*หากผู้อ่านมีเวลาน้อย สรุปอยู่ย่อหน้าสุดท้าย

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจ ประเภท ของงานวิจัยก่อน

อ้างอิงจากหนังสือเล่มหนึ่งที่Melonadeอ่าน (ดูแหล่งอ้างอิงท้ายบทความ)
เราสามารถแบ่งประเภทของงานวิจัยออกเป็นประเภทใหญ่ๆได้ 2 ประเภท คือ
1. งานวิจัยที่เกี่ยวกับโลก คือ งานวิจัยที่อธิบายเกี่ยวสิ่งที่อยู่รอบๆตัวเรา เช่น ปรากฏการณ์หรือสถานการณ์ต่างๆ สัตว์ อวกาศ อาหาร
2. งานวิจัยที่เกี่ยวกับมนุษย์ คือ งานวิจัยที่เกี่ยวกับคน

และจากสองประเภทนี้ สามารถแบ่งย่อยได้อีกประเภทละ 2 อย่าง คือ
1. งานวิจัยที่ศึกษาปัจจุบัน คือ งานวิจัยที่ศึกษาว่าปัจจุบันตอนนี้เป็นอย่างไร
2. งานวิจัยที่ศึกษาอดีต คือ งานวิจัยที่ศึกษาว่าก่อนหน้านี้เป็นอย่างไร หรือที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันนี้เป็นอย่างไรบ้าง
แน่นอนว่าทั้งสองประเภทหลังมีการคาดการณ์ถึงอนาคตเหมือนกัน

พอเราเอาทั้งหมดมารวมกัน
เราจะได้ว่า งานวิจัย สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท คือ
1. งานวิจัยเกี่ยวกับโลก ที่ศึกษาปัจจุบัน
2. งานวิจัยเกี่ยวกับโลก ที่ศึกษาอดีต
3. งานวิจัยเกี่ยวกับมนุษย์ ที่ศึกษาปัจจุบัน
4. งานวิจัยเกี่ยวกับมนุษย์ ที่ศึกษาอดีต
แต่งานวิจัยหลายชิ้นก็แยกยากว่าอยู่ในประเภทไหน เลยอยากให้ลองมอง 4 ประเภทข้างบนแบบมองกราฟXYตัดกันแล้วมี 4 quadrants งานวิจัยแต่ละชิ้นคือจุดที่อยู่ในกราฟ

งานวิจัยที่คุณเคยอ่านมาก็คงจะอยู่สักจุด 4 quardrants
ยกตัวอย่างเช่น งานวิจัยที่เกี่ยวกับ 中間言語 ที่ศึกษาการใช้ภาษาญี่ปุ่นของผู้เรียนชาวต่างชาติว่าเป็นอย่างไร งานวิจัยลักษณะนี้ตอบคำถามว่า ตอนนี้(ณ เวลาที่ศึกษา)คนใช้ภาษาอย่างไร จึงจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ 3. งานวิจัยเกี่ยวกับมนุษย์ ที่ศึกษาปัจจุบัน
หรือถ้าไม่ได้ศึกษาภาษา สักครั้งหนึ่งทุกคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับงานวิจัยดังชิ้นหนึ่ง ที่ทดลองเรื่องสุนัขน้ำลายไหล(สามารถคนหาเพิ่มเติมได้ โดยค้นหาชื่อ Ivan Pavlov) ที่ดูว่าถ้าสั่นกระดิ่งแล้วให้อาหารสุนัขไปเรื่อยๆ สุนัขจะน้ำลายไหลไหมถ้าได้ยินแต่เสียงกระดิ่งเพียงอย่างเดียว ทำนองนั้น คือวิจัยที่ตอบคำถามว่า ตอนนี้(ณ เวลาที่ศึกษา)สุนัขตอบสนองอย่างไร จึงจะอยู่ในกลุ่ม 1. งานวิจัยที่เกี่ยวกับโลก ที่ศึกษาปัจจุบัน

ความอ่านไม่รู้เรื่องจะเกิดขึ้นเมื่อเราอ่านงานวิจัยแนวๆนี้

คืองานวิจัยที่ศึกษาปัจจุบัน
งานวิจัยที่ศึกษาปัจจุบันส่วนมากจะตั้งอยู่บนฐานของความเข้าใจอดีต
หมายความว่า เราต้องมีความรู้ก่อนว่า ที่ผ่านมาเป็นอย่างไร จึงจะสามารถเข้าใจปัจจุบันได้
ทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงอดีตในเรื่องของเรื่องราวและเวลาเพียงอย่างเดียว
แต่หมายถึงทฤษฎี กฎ สมมติฐาน หรือแนวความคิดก่อนหน้าที่มีมาก่อนการวิจัยชิ้นนั้น
เช่น ถ้าเราอยากรู้ว่า ทำไมหลังเราแปรงฟันแล้วดื่มน้ำส้มจึงรู้สึกไม่อร่อย
แล้วเราไปหางานวิจัยที่ตอบคำถามเรื่องนี้เราก็จะได้คำตอบประมาณว่า
เพราะยาสีฟันส่วนใหญ่มี Sodium Laurel Sulfate ที่ไประงับต่อมรับรสบนลิ้น

จินตนาการว่าเราไม่มีความรู้เรื่องเคมีแต่ต้องไปอธิบายต่อ
เราคงจะอธิบายให้คนอื่นฟังประมาณว่า
“เพราะยาสีฟันมีสารตัวหนึ่งที่ไประงับต่อมรับรส” ฯลฯ
เราไม่ได้จำชื่อ Sodium Laurel Sulfate ด้วยซ้ำ เพราะเราไม่รู้ว่ามันคืออะไร
เพราะเราอ่านไม่รู้เรื่อง
เพราะเราไม่เข้าใจอดีต เพราะเราไม่เข้าใจเคมี เพราะเราไม่เข้าใจกฎและทฤษฎีอื่นๆก่อนที่เราจะไปอ่านงานวิจัยชิ้นนั้น แต่ถ้าเรามีพื้นฐานที่ดีพอเกี่ยวกับเรื่องนั้น ความรู้ที่เรามีก็จะเชื่อมต่อกัน แล้วเราก็จะอ่านรู้เรื่อง

จุดที่เรารู้ว่าเราอ่านไม่เข้าใจแล้ว คือจุดที่เจอคำศัพท์เฉพาะทางหรือชื่อทฤษฎี
แล้วเราอธิบายไม่ได้ว่ามันคืออะไร งานวิจัยหลายชิ้นก็ใจดี อธิบายคำหรือชื่อนั้นๆไว้คร่าวๆให้ด้วย แต่บางชิ้นก็ไม่ เราต้องไปตามอ่านที่แหล่งอ้างอิงเอง
แต่ส่วนใหญ่ที่พวกเราทำ
คือไม่อ่านละ
ถ้ามีคำอธิบายก็ดี แต่ไม่มีก็ไม่เป็นไร เราไม่ต้องอธิบายชื่อสารเคมีได้ก็ได้ เราแค่ได้คำตอบก็พอ แล้วเราก็จะรู้สึกว่า เรามีความรู้เรื่องนี้แล้ว เราสามารถอ่านเรื่องที่เป็นขั้นถัดไปของเรื่องนี้ได้

ยินดีต้อนรับสู่วงจรการอ่านไม่รู้เรื่อง
หากคุณรู้สึกว่ายิ่งอ่านก็ยิ่งโง่ คุณได้เข้าสู่วงจรนี้แล้ว (Melonadeเข้าบ๊อยบ่อย)
วงจรนี้เริ่มจากคุณไม่เข้าใจอดีต ไม่มีพื้นฐานความรู้ที่ดี และละเลยมาเรื่อยๆ
บางทีคุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามองข้ามอะไรมา ทั้งๆที่ก็อ่านมาตาม process แท้ๆ ทำไมไม่เข้าใจ เหมือนเวลาอ่านนิยาย เราอ่านตามลำดับ แล้วมีย่อหน้าหนึ่งพูดถึงเรื่องของตัวละครใหม่ที่ชื่อเว็นดี้
แล้วเราไม่ตั้งใจอ่าน อาจจะง่วง แล้วเว็นดี้ก็ปรากฏตัวไม่กี่ครั้งในเรื่อง บางตอนก็ถูกพูดถึงในชื่อเจ้าหนูหมวกริ้บบิ้นบ้าง สาวน้อยลูกเจ้าของร้านรองเท้าบ้าง เราก็จำเรื่องของเว็นดี้ไม่ได้ เราก็ไม่รู้ว่านี่เขาหมายถึงเว็นดี้แต่อยู่ๆตอนจบเรื่อง คนเขียนก็เฉลยว่า เรื่องทั้งหมดเกิดจากเว็นดี้

จนถึงจุดหนึ่งคุณจะบอกตัวเองได้ว่า ไม่เข้าใจแล้ว ใครคือเว็นดี้
จุดนั้นอยากให้ลองกลับไปพิจารณาอดีต
aka การไปศึกษาพื้นฐานใหม่

ถ้าตอนนี้มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งอยู่ในมือแล้วอ่านไม่รู้เรื่อง (แม้ตั้งใจอ่านแล้ว)

Melonade คิดว่า วิธีง่ายๆที่จะจำให้อ่านรู้เรื่อง คือ
อาจต้องถามตัวเองว่า มีศัพท์หรือทฤษฎีอะไรที่เราไม่เข้าใจไหมถ้ามี ก็ต้องไปศึกษาเรื่องพวกนั้นมาก่อน แล้วค่อยกลับมาอ่านงานวิจัยชิ้นนี้ถ้าไม่มี อาจต้องถามต่อว่า เราเข้าใจสิ่งพวกนั้นดีแค่ไหนบางทีเราอาจเข้าใจในแง่หนึ่ง แต่งานวิจัยที่เราอ่านเขาอาจกำลังวิเคราะห์เรื่องนั้นอย่างเข้มข้นและวิเคราะห์จากหลายมุมมอง
เราจึงอาจต้องหาอ่านเพิ่มเติมอยู่ดี เพื่อให้มีพื้นฐานพอที่จะเข้าใจที่มาของแง่มุมอื่นที่เราไม่รู้ด้วย
เมื่อเรารู้จักเว็นดี้ เราก็จะเข้าใจเรื่องทั้งหมดเอง

―――
ขอบคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่แวะเข้ามา
นี่เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆวิธีอ่านงานวิจัย
แล้วท่านผู้อ่านมีวิธีอ่านอย่างไรกันบ้าง 😀
หากมีข้อแนะนำหรือความคิดเห็นใดๆ
โปรดบอก Melonade

อ้างอิง
サンキュータツオ.2015.『ヘンな論文』.角川文庫.

02. 敬語

คาบเรียน APP JP LINGวันนี้เรียนเกี่ยวกับหลายเรื่อง
หนึ่งในนั้นคือเรื่อง 敬語 (けいご:ภาษาสุภาพ)

ถ้าพูดถึง 敬語 คนที่เคยเรียนภาษาญี่ปุ่นน่าจะนึกถึง 敬語 2 แบบคือ
尊敬語 (そんけいご:รูปยกย่อง) กับ 謙譲語  (けんじょうご: รูปถ่อมตน)
尊敬語 เช่น 先生が絵をご覧になります。
เป็นการผันกริยาเพื่อให้เป็นรูปยกย่อง แสดงความยกย่องต่อผู้ทำกริยา
謙譲語 เช่น 私がお手伝いします。 
เป็นการผันกริยาเพื่อให้เป็นรูปถ่อมตน เพื่อแสดงการถ่อมตนของผู้พูดต่อผู้ฟัง
โดยผู้ฟังอาจเป็นผู้ที่โอวุโสกว่า หรือมีศักดิ์สูงกว่าผู้พูด
เช่น อาจารย์ ลูกค้า หัวหน้า เป็นต้น 
2ตัวอย่างข้างบนเป็นการแบ่ง 敬語 คร่าวๆ แต่จริงๆแล้ว 敬語 ไม่ได้มีแค่นี้
หากแบ่ง 敬語 ให้ละเอียดแล้วอาจแบ่งได้เป็น 4 รูปแบบ ดังนี้

敬語
 1. 素材敬語(そざいけいご)
 2. 対者敬語(たいしゃけいご)
 3. 丁重語(ていちょうご)
 4. 美化語(びかご)

แต่ละประเภทมีวิธีใช้และความต่างคือ
  1. 素材敬語  คือภาษาสุภาพที่เราใช้กับการกระทำของบุคคลที่เรากล่าวถึง
  2. 対者敬語  คือภาษาสุภาพที่เราใช้ต่อผู้ฟัง
  3. 丁重語  คือภาษาสุภาพที่ลดตัวผู้พูดลง ไม่จำเป็นต้องมีผู้ฟังที่เจาะจง
  4. 美化語 คือคำที่เติม 「お」หรือ「ご」ข้างหน้าเพื่อแสดงความสุภาพ ใช้โดยทั่วไป
อธิบายจากรูปต่อไปนี้

จากรูป ตอนนี้มีคนคุยกันสองคนคือAกับB
โดยAเป็นนักเรียน และBเป็นอาจารย์
AบอกBว่า “อาจารย์Xกลับไปแล้ว”
Aจะพูดว่า 「X先生はお帰りになりました」

ประโยคดังกล่าวเป็นการกล่าวถึงการกระทำของบุคคลที่3

จากประโยคที่Aพูด มีภาษาสุภาพอยู่ 2 แบบ
แบบแรกคือ素材敬語 หรือภาษาสุภาพที่เราใช้กับการกระทำของบุคคลที่เรากล่าวถึง
Aกล่าวถึงการกระทำของอาจารย์Xว่ากลับไปแล้ว
เพื่อเป็นการแสดงความเคารพอาจารย์X Aจึงผันกริยา帰りますเป็น รูปยกย่อง
แบบที่สองคือ 対者敬語 หรือภาษาสุภาพที่ใช้ต่อผู้ฟัง
Aกำลังคุยกับอาจารย์B เพื่อแสดงความสุภาพจึงใช้ประโยครูปです・ます

ในกรณีกลับกัน ถ้าผู้Bเป็นเพื่อนของA Aอาจใช้รูปธรรมดาได้ โดยพูดว่า
「X先生はお帰りになった」
โดยยังต้องคงรูปยกย่องของกริยา帰りますไว้อยู่ เพราะยังกล่าวถึงการกระทำของอาจารย์
ในกรณีกลับกันอีก ถ้าทั้งสามคนในรูปเป็นเพื่อนกันทั้งหมด AอาจบอกBได้ว่า
「Xは帰った」
จะเห็นได้ว่าประโยคนี้ใช้เป็นรูปธรรมดาทั้งหมด
เพราะไม่จำเป็นต้องแสดงความสุภาพต่อใครเลย

ในกรณีที่เราจะกล่าวถึงการกระทำของผู้ฟังก็เช่นกัน

หากเราอยากถามผู้ฟังว่า “พรุ่งนี้มาไหม”
ถ้าผู้ฟังเป็นเพื่อน เราจะถามว่า 「明日、来る?」
ถ้าผู้ฟังเป็นคนรู้จักกันทั่วไป เราจะถามว่า 「明日、来ますか」
ถ้าผู้ฟังเป็นอาจารย์หรือผู้ที่อาวุโสกว่า เราจะถามว่า 「明日、いらっしゃいますか」

จะเห็นได้ว่าการกล่าวถึงการกระทำของผู้ฟัง กริยาตัวเดียวกัน เราสามารถใช้ได้ 3 รูป คือ
รูปทั่วไป(普通形) รูปสุภาพ(丁寧形) และ รูปยกย่อง(尊敬語)ที่เป็นรูปสุภาพ
** อย่าลืมว่ารูปยกย่องที่ไม่เป็นรูปสุภาพ (เช่น いらっしゃる)
    จะใช้เมื่อกล่าวถึงการกระทำของบุคคลที่3 (ที่เรายกย่อง) กับคนที่เป็นเพื่อนหรือคนที่มี
ศักดิ์เดียวกัน ตามตัวอย่างของA B และX ด้านบน

ส่วนในกรณีที่กล่าวถึงการกระทำของตัวเอง เราก็ใช้ได้ 3 รูปเช่นกันคือ
รูปทั่วไป(普通形) รูปสุภาพ(丁寧形) และ รูปถ่อมตัว(謙譲語)
เช่น จะพูดว่า “พรุ่งนี้ฉันจะไป”
ถ้าพูดกับเพื่อน :「明日行く」(รูปทั่วไป)
ถ้าพูดกับคนรู้จักกันทั่วไป :「明日行きます」(รูปสุภาพ)
ถ้าพูดกับอาจารย์ :「明日、伺います」(รูปถ่อมตัวที่เป็นรูปสุภาพ)
**ไม่ใช้รูปถ่อมตัวที่ไม่ใช่รูปสุภาพ เช่น 伺う

ในกรณีที่ไม่เจาะจงผู้ฟัง หรือในการพูดถ่อมตัวเองทั่วไป

เช่น ประกาศของสถานีรถไฟ ประกาศของห้างสรรพสินค้า
มักจะใช้กริยารูปถ่อมตัว  แต่ในกรณีนี้เรียกว่า丁重語 เช่น
「電車が参ります」
「家電製品は5階にございます」

สรุปคือ
การใช้ภาษาสุภาพ ต้องคำนึงถึง 2 อย่าง
1. ผู้ฟัง :เพื่อให้เราเลือกใช้รูปธรรมดาหรือรูปสุภาพ และรูปถ่อมตัวได้อย่างถูกต้อง
2. การกระทำของผู้ที่กล่าวถึงหรือผู้ฟัง :เพื่อให้เราเลือกใช้รูปยกย่อง หรือรูปทั่วไปได้อย่างถูกต้อง

―――
ขอบคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่แวะเข้ามา
หากมีข้อแนะนำหรือความคิดเห็นใดๆ
โปรดบอก Melonade

01. 臨界期:Critical Period Hypothesis & Deafness

การเรียนในคาบก่อน อาจารย์พูดถึงเรื่อง 臨界期(りんかいき)
ภาษาอังกฤษเรียกว่า Critical Period Hypothesis
มันคืออะไร ?
Melonade จะสรุปให้ฟัง

臨界期 
発達過程において、その時期を過ぎると
ある行動の学習が成立しなくなる限界の時期。

三省堂

臨界期 หมายถึงช่วงอายุที่สามารถเรียนภาษาแล้วได้ผลดีที่สุด
มาจากข้อสันนิษฐานที่ว่า ความสามารถในการเรียนภาษามีความเกี่ยวข้องกับอายุ
หากเลยช่วงอายุนี้ไปแล้ว จะทำให้การเรียนรู้ภาษายากขึ้น
งานวิจัยต่างๆที่ศึกษาเกี่ยวกับการเรียนรู้ภาษาของเด็ก มีการเสนอช่วงอายุที่ว่านี้แตกต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่มักเสนอว่าเป็นช่วงก่อนเข้าวัยหนุ่มสาว


งานวิจัยหลายชิ้นนิยาม “ช่วงที่เรียนภาษาแล้วได้ผลดีที่สุด” ว่าหมายถึง
“ช่วงที่เรียนรู้ภาษาแล้วสามารถใช้ภาษานั้นได้ในระดับเจ้าของภาษา”
แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปที่แน่นอนว่า 臨界期 คือช่วงอายุใด

ให้เขาวิจัยกันต่อไป

สิ่งที่ Melonade สนใจ
มนุษย์เราเรียนรู้ภาษาแม่ได้ไม่ยากเย็นนัก ตั้งแต่เด็กเราฟัง เราหัดพูด เราเรียนรู้ภาษาในทุกบริบทที่เราเจอ เป็นการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องที่งานวิจัย(ยัง)บอกไม่ได้ว่า เราเป็นเจ้าของภาษา ของภาษาแม่เราตอนไหน

แล้วถ้าเราเกิดมาไม่เข้าใจภาษาที่พ่อแม่เราใช้ล่ะ ?
ในกรณีของ ผู้พิการทางการได้ยินแต่กำเนิด จะเป็นอย่างไร ?

สิ่งที่สงสัย
・เด็กที่เกิดมาพิการทางการได้ยิน เรียนรู้ภาษาแรกอย่างไร หากพ่อแม่ไม่รู้ภาษามือ
・เด็กที่เกิดมาพิการทางการได้ยิน มี 臨界期 ไหม
จากการหาข้อมูลที่เข้าถึงได้อย่างจำกัด Melonade ได้คำตอบดังนี้

เด็กที่เกิดมาพิการทางการได้ยิน เรียนรู้ภาษาแรกอย่างไร หากพ่อแม่ไม่รู้ภาษามือ

จากการค้นคว้าพบว่าเด็กกลุ่มนี้จะได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่เด็กว่ามีการได้ยินไม่ปกติหรือมีความพิการทางการได้ยิน พ่อแม่อาจสังเกตได้จากการที่เด็กไม่ตอบสนองต่อเสียงดังรอบตัว ซึ่งในรายที่มีความพิการมักได้รับการรักษาด้วยวิธีผ่าตัดฝังประสาทหูเทียม (Cochlear Implantation) เพื่อช่วยในการได้ยิน ขณะเดียวกันมีความจำเป็นต้องเข้ารับการฝึกการได้ยินและออกเสียงด้วย กลุ่มที่ได้รับการผ่าตัดตั้งแต่อายุยังน้อยจะสามารถพัฒนาการรับรู้ภาษาได้เหมือนเด็กปกติ เพราะฉะนั้นภาษาแรกที่เด็กกลุ่มนี้เรียนจะสามารถเป็นภาษาแม่ของพ่อแม่ได้ *

อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดฝังประสาทหูเทียมมีความเสี่ยงที่เด็กอาจจะไม่ได้ยินมากถึงระดับที่จะสามารถฝึกและเรียนการรับรู้ภาษาพูดได้ อีกทั้งการผ่าตัดมีหลายขั้นตอน ใช้เวลานาน และมีค่าใช้จ่ายสูง พ่อแม่จึงอาจเลือกที่จะให้ลูกเรียนภาษามือ (Sign Language) แทนได้ ในกรณีนี้พ่อแม่มีความจำเป็นที่ต้องเรียนภาษามือเพื่อมาสอนและใช้สื่อสารกับลูก เพราะฉะนั้นภาษามือก็สามารถเป็นภาษาแรกของเด็กกลุ่มนี้ได้เช่นกัน

* แม้ว่าการผ่าตัดฝังประสาทหูเทียมจะสำเร็จ แต่การใช้เครื่องช่วยฟังลักษณะนี้ยังมีข้อจำกัด เช่น เด็กที่สวมเครื่องช่วยฟังจะมีระยะการได้ยินที่จำกัด และจะได้ยินเมื่อมีเสียงรบกวนที่ไม่ดังเกินไปเท่านั้น จึงทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องภาษามือควบคู่กันไป

เด็กที่เกิดมาพิการทางการได้ยิน มี 臨界期 ไหม

มี ในลักษณะที่ว่าหากเลยช่วงหนึ่งไปแล้วจะทำให้เรียนภาษาแรกได้ยาก ไม่ว่าภาษานั้นจะเป็นภาษาพูดหรือภาษามือ แต่ยังไม่พบงานวิจัยว่า 臨界期 นี้เป็นช่วงอายุไหน

Melonade ได้คำตอบสิ่งที่อยากรู้แล้ว
ถ้ามีเวลาว่างก็อยากหาข้อมูลเพิ่ม

―――
ขอบคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่แวะเข้ามา
หากมีข้อแนะนำหรือความคิดเห็นใดๆ
โปรดบอก Melonade

ที่มาของข้อมูล
https://kotobank.jp/word/%E8%87%A8%E7%95%8C%E6%9C%9F-150241
https://pediatrics.aappublications.org/content/136/1/170#ref-7
https://th.rajanukul.go.th/preview-3382.html